สามเณรน้อยเจ้าปัญญา

          จากการได้เฝ้าชมเรียลลิตี้ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” ทางช่องทรู 60 ผนวกกับช่วงนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการบวชเณรภาคฤดูร้อนซึ่งมักกระทำกันระหว่างปลายเดือนมีนาคมถึงช่วงต้นพฤษภาคม ทำให้เกิดแรงบันดาลใจเกิดความรู้สึกอิ่มเอมจนอยากเขียนเรื่องการบวชสามเณรน้อยชนิดเก็บเอาไว้ไม่อยู่และต้องการให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานให้ความสนใจกับสิ่งดีงามนี้…เพราะดิฉันเองก็มีประสบการณ์ตรงตรงที่ได้บวชเณรลูกชายคนโตและหลานชายหลายคน และใครจะไปคิดว่าการบวชเณรจะไม่มีปัญหา เวลา 1 เดือนสำหรับเด็กที่ไม่เคยจากครอบครัว ไม่เคยห่างบ้าน คือพันธะกรณีที่ยากยิ่งซึ่งเขาจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งทางโลกและทางธรรมไปให้ได้และปฏิบัติให้ครบตามกำหนดเวลา  บุญกุศลที่ได้จากการบวชครั้งนี้ดิฉันจึงต้องยกเครดิตให้คุณตาของลูกคุณปู่ของหลานด้วยความหวังให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การฝึกปฏิบัติธรรม ฝึกการพึ่งพาตัวเองและระเบียบวินัยผ่านการเป็นสามเณรนี้

          เราพาลูกชายคนโตเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์เมื่อตอนอายุประมาณ 11-12 ขวบในปีที่มีการบวชเณรภาคฤดูร้อนตามโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ณ วัดสุทธจินดา จังหวัดนครราชสีมา ครั้งนั้นมีเด็กผู้ชายเข้าร่วมโครงการประมาณ 100 คน หลังจากเด็กทุกคนต้องปลงผม วันแรกก่อนเข้าสู่พระอุโบสถเขาต้องเป็นน้องนาคก่อนแล้วแต่งขาวทั้งชุดเพื่อพากันเคลื่อนขบวนไปไหว้สักการะศาลหลักเมืองและอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(คุณย่าโม) 

                         ต้องขออนุญาตคุณแม่”น้องปูน” ลงภาพประกอบบรรยากาศการขลิบผมในโครงการบวชเณรภาคฤดูร้อน ความปลื้มปิติของคนเป็น”แม่” อีกไม่กี่อึดใจก็จะได้เกาะชายผ้าเหลืองแล้วค่ะ                        

                                        น้องนาคได้ไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีก่อนเข้าสู่พิธีบรรพชา

         

                                                            อนุโมทนาบุญ….สาธุค่ะ สามเณร “ปูน”

            วกกลับมาที่นาคลูกชายภายหลังจากกราบไหว้สักการะอนุสาวรีย์คุณย่าโมขบวนได้เคลื่อนเข้าสู่พิธีบรรพชา ดิฉันได้เห็นลูกห่มเหลืองเป็นครั้งแรกในชีวิต รู้สึกปลื้ม สุขใจ จึงตั้งใจอย่างสุดแรงกล้าว่าจะหมั่นมาทำบุญใส่บาตรให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้พร้อมทั้งคาดหวังว่าเณรน้อยคงจะตั้งใจบวชเรียนด้วยความพากเพียร แต่…ยังไม่ทันข้ามวันค่ำนั้นอยู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “โยมแม่! อยากเปลี่ยนกุฏินอน นอนกันหลายคนอยู่ไม่ได้” แม่ก็วิ่งวุ่นไปหาถึงวัดสอบถามได้ความว่า “เณรรุ่นพี่ที่นอนด้วยสูบบุหรี่เหม็นมากนอนไม่ได้โยมแม่” ดิฉันต้องไปรบกวนพระอาจารย์เล่าปัญหาให้ฟ้งซึ่งพระอาจารย์ก็ใจดียอมเปลี่ยนกุฎิให้ ย้ายคราวนี้ได้ไปอยู่กับเณรในวัยเดียวกัน ดิฉันจึงรู้สึกหวั่น ๆ สังหรณ์อยู่ว่าหลังจากวันนั้นแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก แล้วก็จริงเพราะอีก 2 วันต่อมาเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก “โยมแม่ อยู่ไม่ไหวแล้วขอสึกนะโยมแม่….” มันเป็นคำขอที่บาดลึกเจ็บแปล๊บ! อย่างบอกไม่ถูก “ทำไมล่ะเณร มีอะไร เณรอื่นเขายังอยู่ได้แล้วทำไมถึงอยู่ไม่ได้…..มาสึกกลางครันอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน…” ดิฉันพูดจาทั้งหว่านล้อมทั้งแกมบังคับต่าง ๆ นา ๆ เณรก็ยอม แต่อีกไม่กี่วันก็โทรมาขอสึกอีกและนั่นเป็นช่วงเวลาที่ดิฉันรู้สึกผิดบาปที่สุดกับการที่เณรลูกชายขอสึกหลายครั้งและถูกดิฉันดุกลับไป โอ…ดิฉันกำลังอยู่ในบททดสอบความอดทน อดกลั้น รึนี่!  หลายคนบอกว่าถ้าลูกยังไม่พร้อมหรือเต็มใจจะบวชอย่าไปฝืนบังคับเขาเพราะทั้งเขาและเราไม่มีวันได้บุญ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว ถ้าเราทิ้งชีวิตทั้งชีวิตกับสิ่งเล็กน้อยที่เรียกว่า “ไม่พร้อม” แล้วพลาดโอกาสอันสำคัญนี้ไปลูกคงจะไม่มีวันนี้… ค่ะดิฉันยังคงใจแข็งทั้งขู่ทั้งปลอบจนกระทั่งเณรเริ่มปรับตัวได้ แต่ก็อดที่จะแอบไปสังเกตดูพฤติกรรมเณรลูกชายไม่ได้ บางวันดิฉันเฝ้าดูเณรกำลังกวาดลานซีเมนต์ด้วยท่าทางหงอยเหงา…เห็นแล้วก็แทบน้ำตาไหลไม่รู้ว่าตัวเองปิติหรือสงสารและไม่รู้ว่าเณรลูกชายจะมีความสุขหรือไม่ เณรคงจะคอยว่าเมื่อไหร่โยมแม่จะมาหา…ตัวแม่ก็วิตกว่าเณรจะอยู่ไม่สบายแล้วขอสึกอีก นี่มันจะกลายเป็นตกนรกหรือได้บุญกันแน่ ดิฉันจึงได้ปรึกษากับพระอาจารย์อีกครั้งว่าดิฉันจะบาปไหม!? จะทำอย่างไรดี!? พระอาจารย์ท่านก็บอกกับดิฉันว่า “โยมอย่าเอาตัวมาลำบากแทน เณรไม่เคยห่างบ้านห่างพ่อแม่ไม่เคยลำบาก ต้องทนเจ็บ ต้องตื่นเช้า อดข้าวเย็น อยากให้โยมแม่ไม่ต้องมาวัดให้เณรเห็นซักพัก ให้เขาได้เรียนรู้การแก้ไขปัญหา การใช้ชีวิต การพึ่งตนเอง เณรอยู่ที่นี่รับรองไม่เหงาต้องตื่นทำวัตรเช้า ออกบิณฑบาต สวดมนต์ เรียนหนังสือ กวาดลานวัด ทำวัตรเย็น ฯลฯ” ดิฉันคิดว่าดิฉันเหมือนแม่ที่มีบ่วงคล้องคอที่คอยกอดยึดคนที่เป็นที่รักไว้กับตัวห่วงคนเป็นที่รักไว้ไม่ห่างกายแล้วเราก็ถูกบ่วงนั้นรัดคอจนตาย ทั้ง ๆ ที่ตามหลักพุทธศาสนานั้นเชื่อว่า “ตัวเราไม่ใช่ของเรา” การที่เราไม่ปล่อยลูกให้พ้นอกหากเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะหลุดพ้นบ่วงกรรมนี้ไปได้อย่างไร…ซึ่งไม่ต่างกับการที่ส่งลูกมาบวชถ้าเขาไม่มีความเพียรเขาจะเรียนรู้พุทธธรรมได้อย่างไร…เช่นกัน

          อาทิตย์หนึ่งผ่านไปบรรยากาศที่วัดเริ่มดีขึ้นแต่ดิฉันก็ยังก้าวไม่ถึงเขตแดนของความเรียบ ง่าย ความพอเพียงของสมณเพศ กลับไปยัดเยียดสิ่งประโลมโลกให้เณรน้อยด้วยความโง่เขลาขัดขวางการเรียนรู้ธรรมด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดิฉันยังคงสรรหาอาหารถวายเพลด้วย KFC ,Pizza หรือเหมาก๊วยเตี๋ยวมาเลี้ยงเณรเพียงเพื่อให้เณรฉันอิ่มหรือฉันของถูกปากแทนที่จะให้ฉันเท่าที่มีที่บิณฑบาตได้ เพราะเมื่อพิจารณาแล้วมันจะมีประโยชน์แตกต่างจากการใช้ชีวิตทางโลกอย่างไรเล่า…แล้วจะบวชเรียนไปทำไม งานนี้ทั้งโยมแม่ทั้งเณรน้อยได้เรียนรู้ธรรมกันไปพร้อม ๆ กัน มีสิ่งดี ๆ หลายอย่างเกิดขึ้นในระหว่างการใช้ชีวิตสามเณรอย่างน้อยก็ดึงโยมแม่เข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม เณรจากที่ไม่เคยกวาดบ้าน เช็ดถู หรือซักเสื้อผ้า เณรต้องกวาดลานวัด เช็ดถูพื้น และซักจีวรเอง ผ่านไป 2 อาทิตย์เขาก็ถูกนิมนต์ไปเทศน์ร่วมกับเณรองค์อื่น ๆ และเริ่มมีกลุ่มแก๊ง(เณร) มีเณรรุ่นพี่เมตตาดูแลอาหารการกินให้ ระยะหลังจึงดูสดชื่นรื่นเริงขึ้นพูดคุยมากขึ้น ข้อสำคัญผลการสอบอาทิตย์สุดท้ายของการเป็นสามเณรก็สอบได้คะแนนสูงสุดได้รางวัลนาฬิกาปลุกมา 1 เรือน ความงอแงหายไปสิ้น คงเหลือแต่ความสุภาพเรียบร้อยให้เป็นที่รักใคร่และจดจำของพระอาจารย์จนถึงทุกวันนี้ ต้องขอยืมคำพระอาจารย์ของวัดพระราม 9  นี่แหละผลของความพากเพียร “เณรแท้ไม่ท้อ.. เณรท้อไม่แท้…”

          ผ่านการบวชสามเณรจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัยและกำลังจะเข้าทำงานบริษัทอยู่ ๆ ลูกก็มาบอกว่า “แม่…ก่อนทำงานจะขอบวชพระให้พ่อกับแม่ 15 วันนะ” พอได้ยินดังนั้นพ่อแม่ก็ปลาบปลื้มเพราะผลของการบวชเณรครั้งนั้นอย่างน้อยก็ได้ปูพื้นฐานเปิดทางสว่างให้เขาก้าวสู่เพศบรรพชิตเต็มตัวด้วยความเต็มใจอย่างคนที่เข้าถึงพุทธศาสนา ไม่มีการบังคับ ไม่มีงอแงขอสึก งานบวชพระทำที่วัดสุทธจินดาเหมือนเดิมพระอาจารย์ยังจำชายหนุ่มที่เคยเป็นเณรงอแงคนนี้ได้  พระลูกชายเคยเล่าว่าช่วงอยู่วัดตอนที่เป็นพระเวลาที่ชอบที่สุดคือ การทำวัตรเย็นเพราะได้สนทนาธรรมกับพระรุ่นพี่และพระอาจารย์ที่บวชมานานหลายพรรษา และมักถูกเรียกใช้ให้เป็นล่ามเวลามีชาวต่างชาติเข้ามาในวัด แถมยังได้เป็น “หลวงพี่” คอยสอนวาดรูปจนเป็นขวัญใจของเณรน้อยอีกด้วย

                                         พิธีบรรพชาพระลูกชาย ณ วัดสุทธจินดา จังหวัดนครราชสีมา

          บวชเรียนได้ผลเกินคาด เพราะทำงานไปได้ 2-3 ปีอยู่ ๆ ลูกชายก็มาบอกว่า “แม่ ว่าจะบวชให้พ่อกับแม่อีก” ว้าก! คราวนี้ดิฉันเริ่มกังวล(ในใจคิด เอ…มันจะบ่อยไปมั้ยเนี่ย!?) เพราะไม่เคยเห็นใครเขาบวชหลายครั้งเดี๋ยวจะเหมือนชายสามโบสถ์ หญิงสามผัว ใครรู้เดี๋ยวจะไม่คบด้วย…แต่ก็ไม่อยากจะขัดขวางความตั้งใจเลยเสนอทางเลือกไปว่า ถ้าต้องการปฏิบัติธรรมจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องบวชก็ได้ แต่งชุดขาวเข้าวัดปฏิบัติธรรมเหมือนผู้ถือศีล เราก็ได้ธรรม จิตใจก็สงบแล้ว (แต่ความจริงชายสามโบสถ์หมายถึงการเปลี่ยนศาสนาบ่อย ๆ การบวชหลายครั้งไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด) ตอนนี้หลวงพี่คงกำลังพิจารณาตัดสินใจทางเลือกอยู่ค่ะว่าจะบวชดีหรือไม่…สำหรับบรรทัดนี้ธรรมะสวัสดีก่อนนะคะ

                                                                     ขอธรรมะจงบังเกิดแก่ทุกท่าน

Advertisements

2 responses to this post.

  1. Posted by แม่ก้อ on พฤษภาคม 5, 2012 at 2:50 am

    ลงรูปสามเณรปูนเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ อนุโมทนาบุญกับพี่โป่งด้วยนะคะ ลูกติดใจในพระธรรมโดยไม่ต้องร้องขออีก ถือว่ามีบุญมากเลย อยากได้แบบนี้บ้างจังค่ะ ^_^

    ตอบกลับ

    • ถ้าต้นแบบที่เกิดจากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่มาดี ก็ไม่ต้องห่วงถึงเวลาลูกทั้งสองของก้อ จะต้องก้าวสู่บรรพชิตแน่นอน

      ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: