ชีวิตที่มี facebook

          เมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้วความประสีประสาเรื่องอินเตอร์เน็ทของดิฉันเกือบเป็นศูนย์ e-mail , google ไม่เคยรู้จัก การเข้าไปใช้เว๊ปไซต์ก็อย่าคิดอย่าหวัง ดิฉันมีทัศนคติในเชิงลบกับอินเตอร์เน็ทตั้งแต่เห็นลูกชายเริ่มติดเกมส์ออนไลน์โดยเริ่มต้นจากเกมส์แบบตลับที่ใช้กับเครื่องเล่นวิดิโอเกมส์แล้วต่อเข้ากับที.วี. ซึ่งต่อมามันก็ล้าสมัยไปแล้วสำหรับเด็ก ๆ ระดับประถม พอขึ้นมัธยมสมัยนั้นความคิดที่จะมีคอมพิวเตอร์ไว้ในบ้านยังไม่เกิด บ้านไหนมีคอมพิวเตอร์แสดงว่าไฮ-เทคสุด ๆ เขาเลยพัฒนาความสามารถโดยเริ่มเข้าไปเล่นตามร้านเกมส์ที่มีอยู่เกลื่อนเมือง จะห้ามไม่ให้เขาเข้าร้านเกมส์เลยก็ดูจะขัดใจวัยรุ่นไม่ใช่น้อยดิฉันจึงใช้วิธี “งั้นจะไปร้านไหนแม่ขับรถไปส่ง” ดิฉันจะขับรถรับส่งจนรู้จักร้านเกมส์เจ้าโปรดของเขาได้หมด แต่ตอนหลังมาวิธีใหม่แทนที่เลิกเรียนแล้วกลับบ้านให้แม่ไปส่งเขาจะซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนไปเข้าร้านเกมส์กันเองจนเป็นที่รู้ว่าหากวันไหนเลิกเรียนแล้วเถลไถลยังไม่กลับบ้านแสดงว่าไปไหน พวกร้านเกมส์ออนไลน์เหล่านี้ทำให้ดิฉันทุกข์ทรมานกับการที่ต้องรอคอยลูกกลับบ้านจนดึกดื่น ความเพลิดเพลินจนกลายเป็นเสพติดเกมส์โดยไม่รู้ตัวเป็นเงาครอบให้ลูกเราลุ่มหลงทีละเล็กน้อยจนเกือบเตลิดซึ่งดิฉันจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้มันเป็นอยู่ต่อไป ดิฉันจึงใช้วิธีรุกโดยให้เวลาเขากลับบ้านไม่เกิน 3 ทุ่มหากเกินเวลายังไม่กลับแม่จะขับรถออกตามและบังคับให้กลับบ้านเดี๋ยวนั้น….เหตุการณ์ช่วงนั้นทำให้ดิฉันไม่เคยมองโลกอินเตอร์เน็ทในแง่ดี โลกออนไลน์ทำให้สังคมโดดเดี่ยว ระยะห่างของความสัมพันธ์ในครอบครัวมีมากและมีผลต่อพฤติกรรมของคนที่ชอบความรุนแรงจากการติดเกมส์ แต่ก็นับว่าโชคดีที่ลูกได้ข้ามพ้นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อหลุดรอดมาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งทุกวันนี้เขามักพูดกับแม่เสมอว่า “ถ้าแม่ไม่บังคับหรือขับรถออกตามให้กลับบ้านช่วงนั้น คงแย่” (ประสบการณ์นี้คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองใช้เป็นกรณีศึกษาได้) ลองมาดูวิวัฒนาการการเล่นเกมส์ของลูกคนโต

อันนี้เริ่มเล่นตอนอยู่ป.3-ป.4 เกมส์จะเป็นตลับ

                                              

                      ยุคต่อมาประมาณ ป.6-ม.3 เป็น playstation 1 ใช้แผ่น CD เล่น จนกองเต็มบ้าน

                                                        ช่วงม.4-ม.6 ก็จะไปเข้าร้านเกมส์ บรรยากาศประมาณนี้

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็จะเล่นเป็นเครื่อง playstation 2

         พอเรียนจบเริ่มไม่มีเวลาเปิดที.วี.เล่นเลยซื้อแบบพกพาเครื่อง playstation porpable(PSP) กับ Ninterdo DS

 

ปัจจุบัน(เน้นว่าทำงานแล้ว) กำลังเล่น playstation 3+i-Pad

           หลังจากลูกคนโตเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่นานดิฉันก็ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องปริ๊นเตอร์สำหรับไว้ใช้งานทั้งของตัวเองและลูกสาวคนเล็กเวลาทำรายงานส่งอาจารย์ไว้ที่บ้าน ในขณะที่เครื่องมือสื่อสารของลูกก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลายุคนั้นลูกคนโตเริ่มใช้มือถือแบบธรรมดาตอนเรียนมัธยมปลาย แต่พอถึงลูกสาวคนเล็กเราก็เริ่มให้เขาใช้ตอนเรียนมัธยมต้น ถึงยุคลูกสาวเป็นที่สังเกตว่าเด็กผู้หญิงกับผู้ชายจะไม่เหมือนกันลูกสาวจะไม่เล่นวีดิโอเกมส์เลยแต่จะหลงใหลกับการได้ใช้โทรศัพท์ chat กันกับเพื่อนตามค่านิยม และได้พัฒนาไปเร็วมากเพราะดิฉันเห็นเด็กชั้นอนุบาลมีมือถือกันแล้วค่ะ นั่นหมายถึงลูกอายุแค่ 5-6 ขวบก็พกมือถือไปโรงเรียน โอว…อะไรกันนี่(เรื่องนี้น่าจะคิดให้รอบคอบอีกทีว่าควรจะให้บุตรหลานใช้ตอนอายุเท่าไรดีนะคะ)

          มือถือที่ลูก ๆ ถือไปโรงเรียนมีวัตถุประสงค์หลักของการให้คือ เวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือมีเรื่องเร่งด่วนจำเป็นจะช่วยให้สามารถติดต่อกันได้ระหว่างเด็กกับผู้ปกครองซึ่งมีหลายเคสที่ลูกโทรมาให้คุณแม่เอาการบ้านไปให้ที่ห้องเรียนเพราะลืมไว้ที่บ้าน หรือโทรนัดหมายการรับส่งตอนโรงเรียนเลิกแต่ส่วนใหญ่การกลับเป็นว่าการใช้งานจริงเป็นการเอาไว้คุยกันกับเพื่อน ๆ  พอเข้ามหาวิทยาลัยพวกระบบ 3G ก็เข้ามามีบทบาทกับรุ่นของโทรศัพท์มากขึ้นแต่ดิฉันก็ยังไม่มีความรู้พอ พอเด็ก ๆ ขอซื้อโทรศัพท์ใหม่เขาก็ไปซื้อไอ้รุ่นที่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ทได้ทุกแห่งทุกสถานที่ ส่วนคอมพิวเตอร์ที่บ้านจากใช้งานพิมพ์เอกสารอย่างเดียวก็เริ่มติดสัญญาณ 3 broadband เพื่อใช้คุยกันทาง messenger เวลานั้นเข้าใจว่าเด็ก ๆ เริ่มเล่น facebook กันแล้วและนั่นจึงเป็นที่มาของการทำ e-mail เป็นครั้งแรกในชีวิตของดิฉัน การสนทนาทางสื่อออนไลน์ การได้เขียนจดหมายอิเล็คทรอนิคส์แล้วส่งทางออนไลน์จึงเกิดขึ้นและเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของดิฉันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

          ชีวิตต่อมาของดิฉันจึงเริ่มมีการพัฒนาทางสื่อออนไลน์ขึ้นเล็กน้อย คือได้ส่ง e-mail  chat กันทาง messenger เข้าไปใน google หรือ twitter เป็นครั้งคราวแค่นั้นถ้าคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เธอไม่สร้าง facebook.com ให้ทั่วโลกได้รู้จัก เพราะอย่างที่พูดมาตอนต้นว่าเด็ก ๆ ได้รับเอาเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาใช้ในการเชื่อมต่อกับบุคคลมากหน้าหลายตาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซะแล้ว เมื่อชีวิตการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเริ่มพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาและมักใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นสื่อในการพูดคุย เวลาเราเห็นเขา chat กันตลอดเวลาสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนต้องการใคร่รู้คือ คุยเรื่องอะไร และการที่พ่อแม่มายืนดูเวลา chat มันคงเป็นอะไรที่น่าเบื่อและจะกลายเป็นไปละเมิดความเป็นส่วนตัวเขาเป็นอย่างมาก ความลับต่าง ๆ จึงถูกซุกซ่อนอย่างรวดเร็ว สู้เป็นสายสืบเวลาพวกเขาเลิกเล่นแล้วแอบเปิดเข้าไปดูดีกว่าแต่…นักสืบ low tech ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะพอเปิดเข้าไปก็ไม่มีรหัสเข้าโปรแกรม  ดิฉันจึงให้ลูกน้องที่ทำงานสมัครและลงทะเบียนเข้าเป็นสมาชิกของ facebook โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพียงเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของลูก ๆ ด้านการเรียน การคบเพื่อน การทำงาน หลังจากเข้า facebook สำเร็จเป็นครั้งแรกความมหัศจรรย์ก็บังเกิดดิฉันสามารถจับตาหรือติดตามความเคลื่อนไหวของลูก ๆ ได้ไม่มากก็น้อย(เดี๋ยวนี้เริ่มรู้ทางหลบไปchat ทางอื่นอย่าง WhatsApp,  Line ) แต่อย่างน้อยก็ทำให้ดิฉันได้รู้จักเพื่อนลูกทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพื่อนของเพื่อนลูก และคนที่กำลังจะเข้ามาเป็นเพื่อน เจ้านายลูก เพื่อนเจ้านาย ได้รู้ว่าขณะนี้พวกเขามีเพื่อนทั้งหมดจำนวนกี่คน จบจากสถาบันใดหรือทำงานที่ไหน แถมยังมีข้อมูลส่วนตัวว่าชอบไม่ชอบ รักหรือไม่รักในอะไร  ข้อสำคัญทำให้สามารถศึกษาพฤติกรรมจากกระดานข้อความของแต่ละคนซึ่งจะเป็นตัวช่วยแนะนำลูกได้อย่างมากว่าคนไหนดีไม่ดีหรือคบได้ไม่เป็นพิษภัย  facebook ไม่ได้ทำให้ดิฉันรู้ความเป็นไปแค่ของลูกเท่านั้น แต่ทำให้ดิฉันได้ท่องเข้าไปในแหล่งข้อมูลจนค้นพบเพื่อนที่ไม่เคยเจอกันเลยตั้งแต่จบมัธยมและทราบว่าพวกเขาได้เป็นใหญ่เป็นโตมีชื่อเสียงโด่งดังไปหลายคน หรือล่วงลับไปแล้วบางคน…รวมทั้งมิตรภาพใหม่ที่ไม่เคยได้รับจากสังคมปกติธรรมดา

          ดังนั้น  การที่พวกเราใช้ facebook กันทั้งบ้านดิฉันรู้สึกได้ถึงช่องว่างระหว่างพ่อแม่ลูกมีระยะห่างน้อยลง และรู้สึกได้ถึงการเปิดรับกันมากขึ้นโดยไม่ตะขิดตะขวง…ดิฉันจะถามสารทุกข์สุขดิบแนะนำตักเตือนลูกทางช่องทางนี้เป็นประจำและได้พัฒนาไปถึงนำไปใช้ในการติดตามงาน ติดตามลูกน้องส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นและมีความใกล้ชิดเป็นกันเองมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น facebook ยังทำให้ดิฉันมีส่วนในการช่วยเหลือสังคมพอควรจากการติดตามข่าวสารบ้านเมืองและแชร์ข้อมูลข่าวหรือสถานการณ์ให้รับรู้ต่อ ๆ กันเพื่อเตรียมตัวป้องกันอย่างถูกวิธีอย่างเมื่อตอนน้ำท่วม แผ่นดินไหวที่ผ่านมา…facebook มีส่วนช่วยให้ relax ได้ในบางสถานการณ์หลายคนระบายอารมณ์ความรู้สึกบน status (ที่บางคนก็มีอารมณ์ร่วมไปกับคนโพสต์ด้วย) หรือนึกอยากจะโพสต์รูปต่าง ๆ ให้คนอื่นมีอารมณ์ร่วมบรรเจิดไปพร้อมกันแล้วเฝ้าดูการกด like หรือตอบกลับจากชาวโลกอย่างใจจดจ่อ…งานนี้คุณจะสนทนาบนกระดานข้อความแบบถล่มทลายปานใดหรือจะส่งข้อความแบบที่ไม่มีวันจบสิ้นขนาดไหน  facebook ก็ไม่คิดค่าใช้จ่าย

          จริง ๆ แล้วเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกมีประโยชน์แทบทั้งสิ้นถ้ารู้จักใช้ในทางสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ต่อองค์กรโดยรวม หลังจากใช้ facebook ได้ประมาณปีกว่าดิฉันเริ่มมีทัศนคติเกี่ยวกับการใช้อินเตอร์เน็ทเปลี่ยนไป ตระหนักได้ว่าทุกอย่างอยู่ที่การกระทำของเราถ้ารู้จักใช้รู้จักดัดแปลง สร้างมิติหรือความคิดใหม่ ๆ โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่บนโลกให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลองดูนะคะแล้วชีวิตจะมีคุณค่ามากกว่าได้รับรางวัลใด ๆ…..

                                        จึงขอขอบคุณ นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก มาด้วยความเคารพในสุดยอดฝีมือ

Advertisements

15 responses to this post.

  1. เดี๋ยวนี้แม่ติดเฟสมากกว่าลูกแล้วคร่ะะะะ ;p

    ตอบกลับ

  2. คุณแม่สุดยอดไปเลยยยยยยยยยยคะ >__<

    ตอบกลับ

  3. Posted by ปรัดสัน on เมษายน 16, 2012 at 3:57 pm

    เดี๋ยวซื้ออีกแน่นอน เล่นเกมไปจนตายยยย

    ตอบกลับ

  4. Posted by แก้ว on เมษายน 16, 2012 at 4:42 pm

    ไม่เคยรู้เลยนะคะเนี่ยว่าปรัดสันเเอบทำให้คุณแม่เป็นห่วง/เมื่อครั้งแรกที่เราคุยกันแก้วยังต้องห้อยท้ายชื่อตัวเองอยู่ลยว่าเป็นเพื่อนรุ่นพี่ปรัดสันว แต่วันนี้เทคโนโลยีทำให้เราเป็นเพื่อนกันได้โดยปรัดสันไม่เกี่ยวเเล้วว 🙂

    ตอบกลับ

  5. คุณแม่ไฮเทคมากเลยครับ เขียน pocket book เลยครับ

    ตอบกลับ

  6. Posted by นิรนาม on เมษายน 17, 2012 at 3:31 am

    สุดยอดคุณแม่เลยค่ะ. อยากให้คุณแม่ของนู๋ ไฮเทค แบบนี้จัง นู๋จะพยายามสอนแม่ให้ได้ ^^

    ตอบกลับ

  7. Posted by amporn boonchaisuk on เมษายน 17, 2012 at 6:17 am

    เพิ่งรูความลับของหลานๆก็ตอนนี้เอง

    ตอบกลับ

  8. ปรัดสันดื้อแต่เด็กใช่มั้ยคะแม่ 555

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: