ตลุย…ม่านฟ้าJapan (อวสาน)

          ใกล้จะลาจากดินแดนอาทิตย์อุทัยเต็มที “โกเบ” จะเป็นเมืองสุดท้ายที่เราจะปิดฉากทำความรู้จักกันในบางแง่มุม เช้านี้จึงตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสแต่งตัวเสร็จก็ลากกระเป๋าเสื้อผ้าที่อัดแน่นจนอ้วนลงลิฟต์ไปกองรวมกันไว้ตรงจุดแถวล๊อบบี้ จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์ไปบนห้องอาหารเช้าด้วยความชำนิชำนาญอีกครั้ง อาหารเช้าวันนี้พ่อครัวก๊อปเมนูเหมือนเมื่อวานเปี๊ยบเราก็กินเหมือนเมื่อวานเปี๊ยบเช่นกัน…อิ่มท้องเลยถือโอกาสเดินพร้อมกวาดมองวิวรอบ ๆ นอกห้องอาหารให้อิ่มตาเป็นครั้งสุดท้าย มองเห็นสนามบิน Kansai ซึ่งยื่นออกสู่ทะเลที่คืนนี้เราจะต้องบินกลับอยู่ลิบ ๆ…

สนามบิน Kansai

          ลงจากห้องอาหารได้เวลาจัดแจงขนสัมภาระขึ้นรถและไม่นานเราทุกคนต่างโบกมืออำลาที่พัก Stargate Kansai Airport Hotel มุ่งหน้าสู่เมืองโกเบเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 1995 เรื่องราวประวัติศาสตร์อันโหดร้ายของภัยธรรมชาติซึ่งไม่เพียงแต่จะให้เราเห็นความสูญเสียที่เขายังคงทิ้งร่องรอยอดีตไว้เป็นอนุสรณ์ แต่ยังให้พวกเราได้รู้ว่าทำไมโกเบเมื่อตกอยู่ในสภาพวิกฤต บ้านเมืองพังพินาศ เศรษฐกิจย่อยยับผู้คนระส่ำระสายตกอยู่ในสภาพลำบากยากเข็ญแต่เขากลับฟื้นตัวสร้างบ้านเมืองขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว นั่งฟังไกด์บรรยายสภาพบ้านเมืองจนกระทั่งรถนำคณะมาจอดบริเวณท่าเรือโกเบ อากาศดี แดดสวย ณ จุดนั้นมองเห็น Kobe Tower และอาคาร Kobe Maritime Museum เด่นสง่า

           ประชาชนชาวเมืองเมืองโกเบต่างไม่เคยลืมเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ. 1995 ที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตไปกว่า 5,000 คน และทุกปีเขาจะมีการจัดงานรำลึกถึงผู้คนที่เสียชีวิตในครั้งนั้น และมีการสร้างอนุสรณ์ต่าง ๆ ขึ้นมากมายรวมถึงพิพิธภัณฑ์ “Kobe Earthquake Memorial Museum” เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้ผู้คนในการป้องกันและเอาตัวรอดในยามเกิดแผ่นดินไหวโดยรวมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ให้คนรุ่นหลัง ปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารบ้านเรีอนที่เสียหายโดยเตรียมระบบการป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตไว้เป็นอย่างดี โดยการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวร้ายแรงแบบนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มาญี่ปู่นคราวนี้จึงเริ่มชินกับการได้ฟังด้านบวกของความเป็นชาติและลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นที่ไม่เคยท้อแท้ต่อโชคชะตาแต่มุ่งมั่นคิดหาหนทางอยู่เสมอ  ถ่ายรูปกันจนหัวแดงกระทั่งได้เวลากินกลางวันกันที่ฮาร์เบอร์ แลนด์ ณ ภัตตาคารเร็งก้า มื้อบุฟเฟต์ สิ่งที่รอคอยมานานคือได้กินก้ามปูยักษ์! เนื้ออมสีชมพูสมใจอยาก คุ้มไม่คุ้มประมาณจากซากขาปูในจานคนเดียวรู้สึกจะเกือบ 20 ขา(แหมก็แค่ 2 ตัวครึ่งเอง) แฮ่ะ ๆ…ที่สุดยอดคือกินข้าวเสร็จแหล่งช้อปปิ้งแค่เดินออกจากภัตตาคารไม่กี่ก้าวร้านรวงตั้งรออยู่ทั้งซ้ายขวา เอ้า! ใครที่ยังช้อปไม่ครบก็จับจ่ายได้อีกรอบเดินเลือกซื้อของกันจนเพลินถึงตอนหนึ่งดิฉันแทบอยากจะเอาขาพาดบ่าเกิดเดินไม่ไหวเพ่งมองหาเก้าอี้นั่งอย่างเดียว  แต่ใครบางคนบอกว่ามีร้าน 100 เยนอยู่แถวนี้พวกชอบของถูกก็ตาลุก! แข้งขาก็ขยับออกตัวแรงได้โดยอัตโนมัติไปในทันที…..5555

  

                                                                    ขาปูยักษ์ (ขออนุญาตโหลดเพราะกินจนลืมกล้อง)

          2 ชั่วโมงผ่านไป…ได้ของ 100 เยนมาหลายชิ้น ส่วนใหญ่เป็นพวงกุญแจ ปากกา กุ๊กกิ๊กน่าดู เดินลากสังขาร เอ๊ย! ลากขากลับไปที่เดิมจนมาพบวัยอาวุโสเดียวกันที่ไปไหนไม่รอดเขาเลยให้เฝ้าสัมภาระสิ่งของที่เหล่านักช้อปแบกกันไม่ไหวเอามากองเพื่อรอการขนกลับ ดิชั้นเลยอาสาเฝ้าให้อีกคนเพื่อจะได้พักเท้าอันแสนจะอวบอิ่มเสียที…ก็เล่นใส่รองเท้าหนังมาเดินทางไกลพี่แกเลยบีบซะนิ้วเป่ง!! เวลานี้การนัดหมายเริ่มมีการขอต่อเวลาออกไปอีกหลายครั้ง…เพราะหลายคนยังช้อปไม่แล้วเสร็จแต่โปรแกรมมันต้องเดินหน้าต่อไปเมื่อได้เวลาพอสมควร รอจนครบกำหนดต่อเวลาปรากฎว่าลูกทัวร์นับหัวได้แบบกระหรอมกระแหรม งานนี้คุณไกด์ต้องออกแรงเพราะถ้าไม่ออกตามเราคงได้นอนที่นี่กันอีกคืนแน่ ไล่ตามกันครบคน คณะกระจัดกระจายทัวร์ก็ถูกต้อนขึ้นรถเพื่อจะต้องไปดูสถานที่ร่องรอยแผ่นดินไหวแถวสะพานอะไรซักแห่งหนึ่งตรงจุดที่ดูเป็นลักษณะเหมือนทางเดินที่ทรุดเป็นแนวซึ่งเขาเก็บเอาไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังไว้ดู ลงเดินชมซากปรักหักพังท่ามกลางบรรยากาศหดหู่ แต่ยามนี้วิวอีกด้านก็เป็นทะเลสวย สวนสาธารณะกว้างใหญ่ เลยปลีกตัวเองมานั่งรับลมชมวิวทะเลอันแสนสดชื่นแทบอยากหยุดเวลาตอนนั้น

 วิวสวย เพื่อนนางแบบก็เต็มใจ

 ผ่านปฏิมากรรม “ยอดคลื่น”

                   

 

 แวะเข้าไปในสวนสาธารณะกว้างใหญ่ อากาศดีมาก เจอดอกอะไรไม่รู้เหมือนกุหลาบพันปี

                                                                      ปฏิมากรรมจะมีประดับในสวนเป็นระยะ

มีการจำลองเรือสินค้าตั้งไว้ในสวนด้วย

           จะว่าประชดหรือเปล่าไม่ทราบนั่งรถยังไม่ทันก้นอุ่น น้องไกด์พาไปช้อปปิ้งต่อ เฮอะ! จริงหรือนี่ (ไม่รู้ว่าจะดีใจดีหรือไม่ดี) ที่ห้าง Outlet เอาตอนเวลาเกือบ 5 โมงเย็นหรือเกือบ 1 ทุ่มบ้านเรา และมันก็หนาว และมันก็เจ็บส้น….ไม่รู้จะให้ป้าเดินไปถึงไหนของก็แพง เงินก็ใกล้จะหมด เรียกว่าทรุดโทรมเต็มที่ รถรีบจอดให้ลงเพราะมันไม่ใช่ที่จอดคณะจึงต้องรีบลงเดินทึ่ม ๆ เข้าไปตามซอกทางเดินท่ามกลางบรรยากาศมึด ๆ และอุณหภูมิลดต่ำ กัดฟันเดินเข้า-ออกร้านโน้นนี้อย่างเก็บอาการแทบปางตาย ขอบอกว่ามันทรมานมากตั้งแต่หัวจรดเท้า อ๊ะ โอ้โห! แต่แม่เจ้ายังมีคนช้อปได้ของอีกหลายถุงใบโตแถมลากกระเป่าใหม่ได้อีกคนละใบ 2 ใบ อันนี้ขอคารวะยกให้เป็นแชมป์ช้อปเลยนะคร้าบบ!  45 นาทีผ่านไปจึงได้ขึ้นรถเพื่อกินข้าวเย็นที่ห้างจัสโก้…ถึงห้องอาหารซึ่งก็เหมือนห้องอาหารในห้างทั่วไป และแน่นอนเป็นมื้อบุฟเฟ่ต์แต่แหม! ทำอาหารออกไม่ทันนักช้อปนักกินแห่งถิ่นไทยแลนด์เอาซะเลย สรุปอาหารออกไม่ทันแถมไม่มีทำเสริมเรียกว่ากินได้แค่อิ่มเดียว คนไทยเลยหงอยไปนิดแต่ก็ไม่ถือสาเพราะใกล้กลับบ้าน เสร็จมื้อค่ำรถนำเราย้อนกลับไปที่สนามบิน Kansai เพื่อเตรียมตัว shake in และ load กระเป๋าลงเครื่องซึ่งจำกัดน้ำหนักให้เพียงคนละ 20 กิโลกรัม อย่างไรเสียแหล่งช้อปสุดท้าย(จริง ๆ) ที่ทุกคนไม่พลาดคือ ร้านค้าในสนามบิน ซึ่งของฝากสำคัญที่สุดคือ “Tokyo Banana”

  

          ขนมกล้วยที่มีลักษณะเหมือนพายกล้วยกรอบเหมือนเค้กไส้กล้วยมีทั้งชอคโกแลต วนิลา ที่เรียกชื่อว่า โตเกียวบานาน่า พูดกับใครถามใครต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องซื้อกลับไปให้ได้เพราะอร่อยมากกก…ดิฉันก็ไม่ทราบว่ามันฮิตขนาดนั้นจนกระทั่งพอผ่านการตรวจหนังสือเดินทางเข็นกระเป๋าเข้าไปในระหว่างทางเดินต้องเรียกว่าทุกคนแทบจะวิ่งไปซื้อเจ้าขนมสิ่งนี้ ไปถึงครั้งแรกร้านเขาก็เงียบ ๆ ดี พอคณะไทยแลนด์สเตเดียมมาทีเดียวขายแทบไม่ทัน เรียกว่าไม่ต้องถามกันเลยว่าอันไหนเป็นอันไหน “พี่โป่งไม่ต้องถามรีบหยิบเลยเดี๋ยวของหมด” พูดเสร็จเพื่อนก็โกยเอา ๆ (ต้องใช้คำนี้จริง ๆ ค่ะ) เพราะเธอโกยใส่ตะกร้าแบบไม่คิดชีวิตหรือไม่ต้องคิดว่าจะเอากี่ชนิดกี่แบบ เอ๊า! จะไม่ให้เลือกกันเลยเนอะ! บรรยากาศจึงออกโกลาหลเพราะแย่งซื้อกันเองทำเอาลูกค้าอื่นจืดไปถนัด ผู้จัดการร้านวิ่งขนโตเกียวบานาน่าจากหลังร้านมาเสริมหน้าร้านจนหน้าบาน ยอมรับเขานะคะลูกค้ามากแค่ไหนเขาก็จัดการได้ดี  The Last Shopping คราวนี้ทำเวลาได้ดีมากเพราะไม่นานต่างคนต่างก็หอบถุงขนมโตเกียวออกมาคนละไม่ต่ำกว่า 2-3 ถุงแบบสบายใจได้ใช้เศษสตางค์เป็นครั้งสุดท้าย พอเข้าไปตรงจุด load กระเป๋าก็ต้องหามุมเปิดกระเป๋าทันทีล่ะค่ะเพื่อจัดสัมภาระกันใหม่ด้วยความระมัดระวังว่าชิ้นไหนจะหอบขึ้นเครื่องชิ้นไหนจะฝากใครหอบ เพราะหากน้ำหนักเกินล่ะก็….ยุ่งแน่….

          

หวังว่าคงไม่เป็นอย่างในรูปนะคะ

          ถึงตอนนี้ใครที่รู้ตัวเองว่า ของฝากที่ซื้อน้ำหนักเกินไปมากน้อยแค่ไหนก็รีบจัดการผ่องถ่ายให้เรียบร้อย หลายคนพึมพำกับตัวเองว่า  รู้งี้ ไม่น่าซื้อเลยว่ะ จัดกระเป๋าเสร็จ บางคนกระเป๋ายิ่งอ้วนหนักเข้าไปใหญ่ จึงเริ่มวิตกกังวลกันว่าน้ำหนักจะเกินไหม บางคนน่าจะซักประมาณ 15 โล บางคนไม่เกิน 20 แน่นอน บางคนยกแทบไม่ขึ้นก็ยังปลอบใจตัวเองว่าไม่เกิน สายการบินบางแห่งก็อนุโลมให้กรณีถ้าเป็นญาติหรือครอบครัวเดียวกันสามารถนำมารวมกันได้

                                                                                        ปฏิบัติตามกฎไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักนะคะ

          พอเขาให้จับคู่ได้ 1 คนเพื่อให้น้ำหนักไม่เกิน 40 กิโล แต่ละคนก็เริ่มมองหาญาติเทียมและพุ่งเป้าไปที่คนที่กระเป๋าเล็กน้ำหนักเบาที่สุด ตรงกันข้ามกับคนที่กระเป๋าเล็ก ๆ เบา ๆ ก็ไม่อยากจะได้ญาติเทียมที่กระเป๋าใหญ่  ๆ หนัก ๆ เพราะเดี๋ยวตัวเองจะพลอยโดนกักไปกับเขาด้วยซึ่งตรงนี้น่าเห็นใจแต่เมื่อลงเรือลำเดียวกันตั้งแต่แรกก็ต้องกระเตงไปด้วยกันล่ะนะ ไกด์เรียกพวกเราไปเข้าแถว ลูกท้วร์ท่านหนึ่งมีกระเป๋างอกออกมาอีก 1 กระเป๋าใหญ่ดูแล้วเกิน 50 โลแน่นอนจะจับคู่ใครเขาก็ไม่เอา คุณเธอเลยไปคว้าหมับเอาคุณป้ามาท่านหนึ่ง “คุณแม่คร้าบบบ…” เออ เป็นแม่ลูกกันเร็วดีแท้! คุณป้าก็พูดไม่ออกหันมาทำภาษาใบ้แปลได้ความว่า “ดู๊ดู ดูมันทำ” 55555 แถวขยับไปตามช่องอย่างรวดเร็วเกือบถึงคิวแล้ว ยืนมองกระเป๋าตัวเอง เฮ่อ ของเราก็ใช่ย่อยซะที่ไหน เห็นน้องไกด์เข้าไปพูดกับเจ้าหน้าที่ของการบินไทยซักพักก็ออกมาบอกพวกเราว่า “เขาอนุญาตให้เพิ่มน้ำหนัก 2 คนไม่เกิน 50 กิโลครับ” เย้! ได้เพิ่มมาอีก 10 โลแล้ว และแล้วเมื่อยกกระเป๋าขึ้น load โอว…49.12 กิโล ผ่าน จากนี้ไปก็เหลือแค่เข้าไปรออยู่ในห้องพักผู้โดยสารเพื่อเตรียมขึ้นเครื่องค่ะ  และก็คงจะได้เวลาปิดม่านตลุย japan อำลาประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเสียที แต่ไม่ถือว่าเป็นการอำลาอย่างถาวรเพราะซักวันคงต้องกลับมาเยือนประเทศนี้อีกอย่างแน่นอน

            

 เตรียมตัวขึ้นเครื่องในอาการหมดสภาพอย่างแรงงง…

          ซาโยนาระ…

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: