ตลุย…ม่านฟ้าJapan (ภาค 4)

          วันนี้(วันที่ 4)เป็นวันเดินดูรูปแบบเศรษฐกิจการค้าบริเวณแหล่งช้อปปิ้งชินไซบาชิซึ่งเป็นย่านดังของนครโอซาก้า หลังจากที่เมื่อวานหลังอาหารเย็นได้เดินสำรวจคร่าว ๆ ว่าโซนไหนเป็นโซนไหนไปบ้างแล้ว แต่ก่อนจะเข้าเรื่องมาถึงวันนี้อยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับคนญี่ปุ่นเพื่อขอให้กำลังใจและต่อสู้ชีวิตต่อไป เมื่อคราวที่เกิดเหตุการณ์ “สึนามิ” 11 มีนาคม 2554  ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ช๊อคโลกครั้งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ความทรงจำ มีคนบอกว่า “จะหาน้ำใจคนต้องดูตอนที่เราเดือดร้อนสุด ๆ” ตอนเกิดแผ่นดินไหวใหม่ ๆ ขนาด 8.5 ริกเตอร์ ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่อยู่ในบ้านพัก ทำงานบนตึกสูงต่างก็ออกมาอยู่บนถนนเป็นจำนวนหลักหมื่น พาหนะทุกชนิดต้องจอดสนิท แล้วอาศัยการเดินเท้าเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางบางคนต้องเดินไกลถึง 10 กิโลเมตร พาหนะที่ช่วยได้มากที่สุดขณะนั้นคือ “จักรยาน” ซึ่งขายดีที่สุดในสภาวะการณ์ปกติเขาขายคันละ 30,000 เยนหรือประมาณ 12,000 บาทแต่พอเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวทุกร้านพร้อมใจกันลดราคาเหลือคันละ 10,000 เยน หรือ 4,000 บาทเท่านั้น นี่คืออะไร ถ้าไม่ใช่ “น้ำใจ” เวลานั้นคงไม่ใช่เวลาของการโก่งขึ้นราคาสินค้า 2 เท่า 3 เท่า เปรียบเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมบ้านเราเห็นภาพผู้คนเดือดร้อนแสนสาหัสรถราไม่มี จะอาศัยซื้อ”เรือ” ซักลำ พ่อค้าแม่ค้าทั้งโก่งทั้งขึ้นราคาสูงลิบจากลำละ 1,500 บาทเป็น 4,000-5,000 บาท แม้แต่รองเท้าบู๊ทก็ยังแพงหูฉี่ กลายเป็นว่า พ่อค้าขายของแพงพอไม่มีเงินซื้อก็ไปกดดันให้ไปรอรับของแจกของบริจาคจากหน่วยราชการ และก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าพวกนั้นก็จะอนุมัติงบประมาณไประดมสั่งของล๊อทใหญ่ ๆ จัดเป็นถุงยังชีพไปแจกจ่ายให้ทางอ้อม ของเก่า ของใหม่ ของหมดอายุก็ไม่มีใครรู้ แล้วใครล่ะได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์…

                                              ทั้งโลกตะลึงกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจนยากที่จะบรรยาย…..         

            แต่ประชาชนญี่ปุ่นไม่ใช่อย่างนั้นพวกเขาจะพากันช่วยตัวเองอย่างสุดความสามารถก่อนเป็นอันดับแรกจึงจะรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ  ทุกอย่างต้องเข้าคิวไม่มีการแย่งสิ่งของและหากของหมดเมื่อถึงคิวตัวเองเขาก็จะเดินถอยจากไปอย่างเคารพตามลำดับก่อนหลังของกันและกัน ยามนั้นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดในการดำรงชีวิตแค่ไหนก็ต้อง “รอ” ชั่วชีวิตหนึ่งของคนญี่ปุ่นได้เจอวิกฤตกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเขาก็ยังเป็นชาติที่มีความอดทนและมีระเบียบวินัยเป็นเลิศ และปรากฎการณ์ “น้ำใจ” เกิดขึ้นทุกแห่งตามอาคารบ้านเรือน ร้านค้า สถานบริการแม้จะไม่มีบริการแต่ด้านหน้าเขาจะนำถังน้ำดื่มออกมาตั้งตลอดแนว และเปิดบ้านให้เข้าไปใช้ห้องน้ำได้ ถ้าเราสังเกตหายนะที่เกิดขึ้นประเทศญี่ปุ่นใช้เวลาไม่นานในการฟื้นฟู กอบกู้ สร้างใหม่ อีกอย่างต้องยกให้ผู้นำของเขาที่ออกมาสร้างพลังใจให้กับคนญี่ปุ่นด้วยประโยคสั้น ๆ แต่กินใจคนทั้งประเทศ  “ต่อจากนี้ไปจะไม่มีอะไรทำลายญี่ปุ่นได้” แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งความรักและยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นแม้จะเจอภัยพิบัติร้ายแรงขนาดไหนพวกเขาก็รอดพ้นทุกครั้งและตั้งหลักใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

                                               ความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่นทั้ง ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤติ

                              ดูวิธีการจัดระเบียบแถวเข้ารับความช่วยเหลือ ดูเหมือนง่ายแต่มีชาติเดียวที่คิดได้

     “ขอแสดงความเสียใจและขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นมีพลังต่อสู้ต่อไป”

            หลังเหตุการณ์ร้ายผ่านไปไม่น่าเชื่อว่าสังคมญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เขาเริ่มเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ในครอบครัวมากขึ้นก็เหมือนประเทศที่เจริญแล้วทั่วไป คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จะแยกตัวไม่สนใจเรื่องการสร้างครอบครัวก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน ชีวิตมีแต่การแข่งขัน ไม่สนใจเรื่องคู่ครอง…ปรากฎว่าบรรดาหนุ่มสาวเริ่มรู้สึกว่าชีวิตคนเรานี้สั้นนักโลกนี้มีอะไรไม่แน่นอน จึงเป็นสาเหตุให้ “แหวนแต่งงาน” ขายดีที่สุดมีรายงานว่าจำนวนแหวนแต่งงานหลังสึนามิพุ่งขึ้นถึง 100-200% กันเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าเขาเริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติเห็นความสำคัญของสายสัมพันธ์มากขึ้น แต่ในบางมุมก็น่าสงสารและเห็นใจโดยเฉพาะชายหนุ่มหรือหญิงสาวที่อาศัยอยู่ในจังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ที่เกิดระเบิดเพราะแผ่นดินไหวมักจะถูกกีดกันถึงขั้นไม่คบค้าสมาคมด้วยหากพบภายหลังว่ามาจากจังหวัดดังกล่าวเนื่องจากเกรงว่าอาจมีสารกัมมันตภาพรังสีตกค้างอยู่ในร่างกาย เกิดแต่งงานกันไปอาจส่งผลต่อทารกหรือลูกที่จะเกิดมากลายเป็นเด็กพิการได้ ซึ่งรวมถึงเด็ก ๆ ในเมืองที่อีก 20 ปีข้างหน้าพวกเขาก็มีสิทธิไม่มีลูกเนื่องจากอาจเป็นหมัน!

                                   ทุกคนในจังหวัดฟูกุชิมะจะต้องถูกตรวจสารกัมมันตภาพรังสี

คนญี่ปุ่นนิยมใช้ทองคำขาวหรือแพลตตินั่มเป็นแหวนแต่งงานเพราะคงทนไม่เสียรูปแสดงให้เห็นถึงความรักที่มั่นคงยั่งยืน

                                                      หลังสึนามิหนุ่มสาวญี่ปุ่นเริ่มสร้างความสัมพันธ์กันมากขึ้น

          เอาล่ะค่ะเข้าสู่โหมดปกติคราวนี้ได้เดินเข้าไปในย่านชินไซบาชิกันเสียที ทีมงานปล่อยพวกเราลงตรงด้านหน้าทางเข้าพร้อมส่งเอกสารแผนที่เล็ก ๆ ที่ระบุตำแหน่งร้านค้าต่าง ๆ พร้อมจุดนัดพบมื้อกลางวันซึ่งวันนี้เราจะไปกิน ราเม็งญี่ปุ่นแท้ ๆ  และจุดนัดพบตอนขากลับคือ ตึกกูลิโกะให้พวกเราถือไว้กันลืม พอปล่อยคนก็เหมือนปล่อยม้าออกจากซองต่างคนต่างแยกย้ายไปตามร้านที่ตนหมายตาไว้ พวกผู้ชายเร็วมากเห็นผลุบเดียวแห่ไปร้านขายกางเกง รองเท้ายี่ห้อดังกันแล้ว ดิฉันใช้วิธีเริ่มเดินตั้งแต่ต้นทางทีละล๊อคซ้าย ขวา ซึ่งละลานตามากแต่ไอ้ที่ละลานตามากกว่าคือ คน  มองไปทางไหนก็เพลิดเพลินชอบตรงได้ดูแฟชั่นสด ๆ สวย ๆ เก๋ ๆ วัยรุ่นญี่ปุ่นแต่งตัวเก่งมากยิ่งตอนนี้เป็นฤดูหนาวแฟชั่นตอนนี้ก็จะเป็นธีมเสื้อหนาวซึ่งมีทั้งเฟอร์ หนัง ไหมพรม บู๊ทสั้น ยาวและเกือบ 80% โทนสีดำ ดิฉันประเดิมซื้อเสื้อไหมพรมไป 2 ตัวเพราะแบบเก๋ ที่สำคัญถูกมากเมื่อเทียบกับบ้านเรา  ได้ตุ้มหูมุกดำเก๋ 1 คู่ แหวนรูปโบว์ฝากคนน้อง(ตัวโต) ผ่านมาถึงร้านขนมของฝากแน่นอนต้องซื้อกูลิโกะรสชาเขียวไซส์บี๊ก(โคตรอร่อยเหมือนกินชาเขียวแท้ ๆ) และไม่ลืมแม๊กเน็ท(อันนี้เลือกด้วยความเมามันเพราะมันหลากหลายรูปแบบจริง ๆ) หนังสือญี่ปุ่นฝากคนพี่ ใกล้เที่ยงรีบเดินไปที่จุดนัดพบก่อนเวลาเพราะหิวววราเม็งต้นตำรับเต็มแก่ ครบคนไกด์พาเราเดินลัดเลาะไปร้านราเม็งขาประจำ ร้านห้องเดียวเล็ก ๆ มีเก้าอี้ 5-6 ตัว มีเคาท์เตอร์ยาวซักประมาณ 2 เมตรพอเจอกรุ๊ปนี้เข้าก็เลยต้องเข้าคิวรอคนข้างในกินเสร็จเสียก่อน ได้เข้าไปนั่งแหม ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ตัวเล็กแท้เกือบไม่พอก้น พนักงานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มยกชามมาเสริฟเส้นราเม็งเจ้านี้เป็นแบบเส้นเล็ก ๆ แต่นุ่มมีหมูหั่นโปะมา 2-3 ชิ้น ควบเกี๊ยวทอดให้คนละ 5 ตัว(เล็ก) ให้บอกตรง ๆ ผิดหวังนิดหน่อยเพราะมันน่าจะอลังกว่านี้ไม่เห็นเหมือนในทีวีแชมป์เปี้ยนเเลยอ่ะ! รสชาติก็ไม่ค่อยอร่อยอย่างที่หวัง

 

                               แฟชั่นสาวญี่ปุ่นมีทั้งแบบผู้ยิ้ง ผู้หญิง แบบเท่ หรือมาดมั่น

                                                  นี่ล่ะค่ะมื้อกลางวัน 2 อย่างราคา 960 เยน

 ช่วงบ่ายหลังจากซื้อของกันเสร็จเดินผ่านกลุ่มคน เขากำลังมุงดู วงสาว สาว สาว พวกเธอร้องเพลงเพราะนะ

 

                                         วงนี้มากัน 2 สาวน่ารักมาก เต้นเก่งมากพร้อมกันด้วย

          อย่าลืมแวะร้านสุดท้าย Mutsumoto Kiyoshi เป็นการเก็บตกเครื่องสำอางของฝาก ทีนี้ก็กวาดใส่ตระกร้ากันเลย ทั้งลิปสติก ลิปกรอส อายแชโดว์ โฟมล้างหน้า ถุงน่อง ยกนาฬิกาขึ้นดูเกือบ 4 โมงเย็นซึ่งที่นี่ค่ำเร็วมากและขณะนี้ก็เกิดอาการเมื่อยตอ สระ อีน มากทีเดียว เลยเดินไปหาที่นั่งรอตรงทางเดินริมคลองใกล้ ๆ กัน มองเห็นคุณลุงคนหนึ่งเดินจูงสุนัข 2 ตัวมาเดินเล่นแต่หมาเกิดปวดฉี่ ยกขาฉี่ตรงทางเดินเฉยแต่คุณลุงพกขวดน้ำมาด้วยแกก็เปิดขวดเทน้ำล้างฉี่บนถนนให้ด้วย โห! คิดถึงส่วนรวมดีแท้ ค่ำแล้วสมาชิกก็มาครบแล้ว เตรียมขึ้นรถไปกินข้าวแล้วกลับโรงแรมเดิม(คืนนี้ไม่มีวีรกรรม…เข็ด..ฮี่ฮี่) พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายที่อยู่ญี่ปุ่น

 

                                                                         จุดนัดพบ ตึก “กูลิโกะ”

                                                                  พรุ่งนี้เจอกันที่ “โกเบ”(อวสานเสียที)

Advertisements

2 responses to this post.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: