ตลุย…ม่านฟ้าJapan (ภาค 3)

          ความเดิมตอนที่แล้วหลังจากมื้อบุฟเฟ่ต์วัวย่างอันแสนอิ่มโคตร!และหนาวเหน็บ นาทีนั้นคิดถึงที่นอนจับใจ รถพาเข้าพักที่ Stargate Kansai Airport Hotel ซึ่งเราจะต้องพัก 2 คืนที่นี่ พอเปิดประตูเข้าห้องวางกระเป๋าไอ้ที่ง่วง ๆ ก็หายแทบปลิด! คู่หูก็เริ่มกรี๊ดกร๊าด อุโฆษ! “ตัวเองดูข้างนอกสิ วิวสวยมาก” “เฮ้ย ดูซิว่ามันเปิดหน้าต่างได้มั้ย!?” เหตุการณ์ก็พาไปเพราะได้บทเรียนจากโรงแรมแรกที่หน้าต่างหาอย่างไรก็ไม่มีที่เปิด แล้วมาเฉลยเอาตอนเช้าจากสมาชิกว่าเขาเปิดกันอย่างไรซึ่งเขาใช้วิธีผลักและมันเปิดได้แค่ประมาณแง้ม ๆ 45 องศา…ดิฉันยื่นหน้าเกือบชนหน้าต่าง ว้าว! วิวเจ๋งจริง ๆ พอหลบสายตาลงต่ำ เอ๊ะ! ข้างนอกมีระเบียงด้วย ปรากฎว่าแรงเชียร์กันเองมันเยอะเกิดความอยากรู้อยากเห็นเหมือนกลับไปเป็นเด็กยังไงไม่รู้ แบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ที่เคยมีสติก็ขาดความยั้งคิด…มันต้องมีที่เปิดสิ นั่นไงขอบหน้าต่างด้านล่างมันมีตัวล๊อค เอ! แต่ไหงมันให้เปิดด้านล่างล่ะหว่า! แทนที่จะเป็นที่ตัวกระจก กระนั้นก็ยังไม่สังหรณ์ใจแม้แต่นิด ว่าแล้วก็จัดแจงดันให้มันเปิดออกซึ่งมันค่อนข้างหนักมากแล้วเราทั้งคู่ก็คลานตามกันออกมายืนที่ระเบียงด้านนอกด้วยความภาคภูมิใจ(ณ ขณะนั้น) ยืนดื่มด่ำกับแสงไฟวิบวับของเมืองโดยไม่มีหน้าต่างขวางกั้น ลมปะทะหน้าเย็นเจี๊ยบ ซักพักดิฉันก็กลับเข้ามาก่อนเพราะชักเริ่มกลัวความสูง(นี่ขนาดกลัว) แต่พาร์ทเนอร์ดิฉันเธอห้าวกว่าเยอะเกิดไอเดียกระฉูดคิดจะแกล้งห้องข้าง ๆ โดยการย่อง ๆ ไปบนระเบียงจะไปจ๊ะเอ๋พวกเดียวกันที่พักห้องถัดไป ซึ่งขณะนั้นคุณป้าเธอกำลังนุ่งกระโจมอกมายืนชมวิวตรงหน้าต่างพอดี ดิฉันต้องรีบเบรคอย่างแรง…อย่าริทำอย่างนั้นเด็ดขาดเดี๋ยวป้าเกิดตกใจแล้วจะมีคนหัวใจวาย อย่างที่คิด! ห้ามได้ซะที่ไหน มันก็ตรงไปทำท่า จ๊ะ…เอ๋ เท่านั้นแหละป้าแกก็ร้องเสียงหลง พอตั้งสติได้แกบอกว่ากำลังนึกถึงคนที่รู้จักที่เขาตายไปแล้วพอดี(เข้าบรรยากาศ) ทีนี้ก็ทำสัญญาณให้แกเปิดหน้าต่างบ้างสิคะ ป้าแกก็ทำไม่เป็นอีกสาวหนึ่งลุ้นดูอยู่นานอดไม่ได้มุดช่องลมออกไปช่วยสาธิตภาษาใบ้แสดงวิธีเปิด  อา..ได้แย้ว! คราวนี้เปิดได้ 2 ห้องเลย (ตบมือดีใจซะอีกแน่ะ)

                                           วิวสวยจนต้องออกไปยืนถ่ายรูปบนระเบียงตึก

          อีกประมาณ 5 นาทีต่อมาในห้องพักหลังจากหลอกห้องข้าง ๆ ได้สำเร็จ ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นพอเปิดประตูรับ ตอนแรกคิดว่าเป็น พนักงานยกกระเป๋าก็งงว่าไม่ได้เรียกใช้อะไรนี่ แต่พินิจเครื่องแบบแล้ว นี่มันพนักงานรักษาความปลอดภัยชัด ๆ ใจคิด “เวร ซวยแล้ว” และนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษกับเรา แกเดินอาด ๆ ไปที่หน้าต่างที่ตอนนี้มันถูกปิดเนียนสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและพยายามพูดกับเราแบบช้า ๆ กุกกักสไตล์ญี่ปุ่น 2 สาวก็ช่วยกันตอบกุกกักกลับไป แปลความได้ว่า “คุณทำอะไรกับหน้าต่างนี่หรือเปล่า” “อ๋อ ก็ไม่ได้ทำอะไรเพียงแต่ต้องการเปิดหน้าต่าง ไปชมวิว” “คุณรู้รึเปล่าว่าเขาห้ามเปิด คุณต้องห้ามแตะต้องหน้าต่างนี้เด็ดขาด”  “ก็ไม่คิดว่ามันห้ามเปิด” “ถ้าคุณเปิดมันเมื่อไหร่สัญญาณฉุกเฉินจะดังทันที” ซึ่งดิฉันกับเพื่อนก็ so sorry โกะเมนนะไซ (gomennasai)ให้อย่างแรงกลับไป  หันกลับไปสำรวจขอบหน้าต่างเขาก็มีข้อความเตือนอธิบายทั้งภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ แต่ไม่มีใครสนใจ ก็เลยสมน้ำหน้ากันเอง โง่ จริงจริ๊ง บ้านนอก!โดยแท้ แน่นอนค่ะความเดือดร้อนนี้ได้แผ่ไปยังห้องข้าง ๆ ด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่อยากจะใช้คำว่า”วีรกรรม” คำว่า “พิเรน” คงจะเหมาะสมกว่า เลยเอามาตีแผ่เพื่อเตือนสตินักท่องเที่ยว(ซึ่งคงไม่มีใครเขาทำกัน) ตอนหลังเมื่อสติกลับคืนมาไม่อยากจะนึกภาพว่า  นี่ถ้าเขารู้ว่าพวกเราออกไปยืนรับลมชมวิวที่ระเบียง หรือเราเกิดพลัดตกลงไปตายอยู่ข้างล่าง หรือป้าห้องข้าง ๆ แกเกิดหัวใจวายขึ้นมาจริง ๆ คงจะถูกประจานลงข่าวหน้าหนึ่งในประเทศเขาและสยามประเทศแน่ ๆ แล้วพรุ่งนี้จะมองหน้าใครได้ แล้วจะมีใครรู้มั่งว่าใครเป็นคนทำให้สัญญาณดัง ไกด์มันจะแซวให้เราขายขี้หน้ามั้ย!? อะไรจะเกิดก็ต้องยอมรับล่ะนะ ฮือ…ฮือ…

           เช้าวันที่ 3 เริ่มชินกับการตื่นแบบรหัสทัวร์ 5 6 7  ขอโทษตื่นก่อน morning call ซะอีก(ก็เพราะเมื่อคืนหลับลงซะที่ไหน) อีกเหตุผลที่ต้องรีบเร่งสำหรับที่นี่เพราะหากลงไปกินอาหารเช้าสายแม้แต่นิดเดียวคุณจะไม่มีเก้าอี้นั่ง ต้องรอให้คนอื่นกินเสร็จก่อนและรอเขาเรียก เช้านี้เลยกะว่า สบาย… ลิฟท์เลื่อนไปชั้นที่ 35 พอประตูเปิดเลี้ยวขวาก็เป็นหน้าห้องอาหารเช้าพอดี โฮะ! มาถึงก่อนประตูเปิดซะอีกอันนี้ก็เป็นธรรมเนียมถ้ายังไม่ถึงเวลาเขาก็จะไม่เปิดประตู ผู้ใดมาก่อนต้องเข้าคิวไม่มีมาออ พอประตูเปิดพนักงานจะถามว่ามากี่คนแล้วพาเราไปนั่งพร้อมนำสมุดใส่บิลมาวางให้ กรณีของเราจะเป็นบัตรอาหารเช้าใส่ไว้ในสมุด พอกินเสร็จอย่าลืมถือไปให้พนักงานตอนขากลับออกไปด้วย นั่งกินอาหารเช้าแบบชิล ๆ รอดูสถานการณ์ว่าเช้านี้จะมีใครทักอะไรเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนบ้าง เงียบ ทุกคนเงียบ ไกด์เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขอขอบคุณไกด์ที่รักษาหน้าให้ลูกทัวร์อย่างดีเยี่ยม เอาล่ะเข้าสู่โหมดโปรแกรมเช้านี้มีกิจกรรมต้องไปขึ้นรถไฟดูต้นไม้เปลี่ยนสีที่เมืองอาราชิยาม่า(Arasiyama) เมืองเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยเฮอัน ยุคปี ค.ศ.794-1185 มีจุดชมวิวมากมายแต่เราจะต้องเดินผ่านร้านรวงขายขนมของฝาก ลัดเลาะเข้าไปในป่าไผ่ไม่รู้ว่าพันธุ์อะไรแต่ลำใหญ่ สีสวย เวลาเดินเข้าไปแล้วเย็นนน…สดชื่น สงบ ประมาณ 20 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟสายโทรอกโกะ รถไฟขบวนสายโรแมนติคมากที่สุดแห่งหนึ่งเพื่อจะได้ชมทิวทัศน์ของธรรมชาติต้นไม้เปลี่ยนสีผ่านแม่น้ำลำธารที่อยู่เบื้องล่าง แลดูผู้โดยสารส่วนใหญ่ถ้าไม่นับกรุ๊บเราเห็นจะมีแต่คู่รักมาดื่มด่ำกัน 

                                             ผ่านร้านขายของ ขนมน่ากินหมด แต่ต้องอดใจ

                                                                         ผ่านป่าไผ่ สีสวยมาก

                                                                    ถึงหน้าสถานีรถไฟแล้ว

          ซื้อตั๋วรถไฟกันเรียบร้อย วันนี้ผู้คนพลุกพล่านหนาแน่นแต่รถไฟคงจะมีหลายขบวนเพราะรอไม่กี่อึดใจเราก็ถูกเรียกให้เข้าไปยืนรอตรงชานชาลาเป็นชุด ๆ ละ 7-8 คน ขึ้นไปแล้วให้นั่งตามหมายเลข พนักงานขับรถไฟให้สัญญาณด้วยระฆัง เกร๊ง ๆ ๆ รถออกแล้ว บรรยากาศคล้ายนั่งรถไฟไปต่างจังหวัดแถวบ้านเรา ขบวนรถพาเราผ่านซอกเขา แม่น้ำ เห็นใบไม้เปลี่ยนสีบ้างแต่ไม่มากนักเพราะมันคงร่วงแล้วซะส่วนใหญ่ หนุ่มสาวนั่งจับมือกระหนุงกระหนิงเห็นแล้วก็อดอมยิ้มไปกับความสุขของเขาไม่ได้ ประมาณ 20 นาทีก็ถึงที่หมาย ก่อนขบวนรถจะจอดสนิทพนักงานขับรถไฟทำเซอร์ไพรส์ร้องเพลงผ่านเครื่องขยายเสียงให้ฟังอีกด้วยเนื้อหาเป็นเพลงเกี่ยวกับคู่รักหวาน ความสุข…ฮื่อ ก็สุขจริง ๆ ค่ะ

                                                บริเวณชานชาลาสถานีรถไฟสาย โทรอกโกะ

                                                            วิวมองจากหน้าต่างรถไฟ

                                ภาพนี้ขออนุญาตโหลดจากผู้ที่ไปมาแล้วเพราะมุมนี้สวยมาก

          ออกจาก อาราชิยาม่าซึ่งก็เลยเวลาอาหารกลางวันไปมาก รถจึงต้องวิ่งทำเวลาเพื่อนำคณะมาทานมื้อเที่ยงกันที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งเป็นมื้อหม้อไฟเซ็ท อร่อยมาก ปกติไม่ค่อยชอบหม้อไฟแต่น้ำซุป วัตถุดิบเขาใหม่ สด เลยไม่มีบ่นซักคำ แต่…ในระหว่างรับประทานหม้อไฟร้อน ๆ ก็เกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ ฟันกราม(ปลอม)เจ้ากรรมที่ครอบไว้(ชั่วคราว)ดันหลุด เป็นเหตุให้อรรถรสในการรับประทานของดิฉันเสียไปบ้าง รีบจัดแจงเก็บฟันนั้นห่อใส่กระดาษทิชชู่ไว้ในซอกกระเป๋าอย่างดิบดี แล้วหันไปรับประทานของหวานเป็นไอติมแท่ง homemade ต่อ(แม้ไม่มีกรามก็ไม่เป็นอุปสรรค) ไอติมที่ว่าคล้ายไอติมโบราณบ้านเราเด๊ะ! มีทั้งรสถั่วแดง มะนาว องุ่น อ้อยอิ่งที่ร้านนี้อยู่นานไม่อยากจากไปเลย…ขากลับพนักงานของเขาออกมารอส่งเราขึ้นรถด้วย แต่บังเอิญรถไม่มาซักทีเธอก็ยังอุตส่าห์รอจนกว่ารถจะมาธรรมเนียมนี้บ้านเราไม่มี  สำหรับกิจกรรมวันนี้คงพอแต่เพียงเท่านี้ พรุ่งนี้จะไปช้อปกระหน่ำที่ “โอซาก้า” กัน

เป็นธรรมเนียมของสถานประกอบการเมื่อลูกค้าจะกลับออกไปเขาจะรอส่งเราขึ้นรถ ก็เลยคว้าสาวพนักงานมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

                                                                                 เจอกันที่ โอซาก้า

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: