ตลุย…ม่านฟ้าJapan (ภาค 2)

          เนื่องจากตอนที่แล้วชิงพักนอนขอจบตอนเอาดื้อ ๆ ซะก่อน…ตอนนี้จึงพลาดไม่ได้ที่จะต้องขยายความถึง onsen “ออนเซน” ในโรงแรม อย่างที่หลายคนทราบหรือรับฟังมาว่าการแช่น้ำแร่ในบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติของญี่ปุ่นที่นี่ได้ประโยชน์หลายอย่างจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ภูเขา คือช่วยให้คลายความเหนื่อยเมื่อยล้า ช่วยรักษาโรค การไหลเวียนโลหิต โรคข้อ กระดูกและระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ที่ฮิตสุดคือทำให้ผิวพรรณดี สดสวยขึ้น เลือดลมสูบฉีดซึ่งโรงแรมนี้เขามีบริการอยู่บริเวณชั้น 5 กับชั้น 7 แยกชายหญิง ให้สังเกตม่านถ้าม่านทางเข้าสีชมพูชั้นใด ออนเซนนั้นคือห้องของผู้หญิง ของผู้ชายม่านสีฟ้าซึ่งจะสลับชั้นกันในแต่ละวัน แต่การออนเซนตามธรรมเนียมปฏิบัติของเขาคือต้อง “แก้ผ้า” ในที่นี้หมายถึงแก้หมดไม่มีข้อแม้ แม้แต่จะขอผ้าเช็ดตัวเอาไว้ปิดกันอายซักผืนก็ผิดกฎ แปลกใจตรงหญิงสาวญี่ปุ่นทั่วไปที่เราเห็น ลักษณะท่าทางดิชั้นว่าเรียบร้อยกว่าคนไทย เวลาพูดคุยติดเหนียม ๆ อาย ๆ (ยกเว้นย่านช้อปปิ้งแถวโอซาก้า) กิริยาเดินเหินก็ระมัดระวัง พวกวัยกลางคนยิ่งแต่งตัวมิดชิดเรียบร้อย อะไรนิดหน่อยก็โค้งคำนับ อะริกาโต…โกะเมนนะไซ อย่างเกรงอกเกรงใจ แต่พอเข้าไปในออนเซนพวกเธอก็สลัดยูคาตะ(เสื้อคลุม) ออก เดินเปล่าเปลือย มีเพียงผ้าผืนน้อยเท่าผ้าเช็ดหน้าเท่านั้นสำหรับปิดของสงวน(จริง ๆ มีไว้สำหรับเช็ดนู่นถูนี่) แล้วเดินลงบ่อหน้าตาเฉย ซึ่งตรงนี้แหละไม่มีอยู่ในวัฒนธรรมไทย การแก้ผ้าอาบน้ำของเราเป็นเรื่องต้องอยู่ในห้องหับมิดชิดและต้องอยู่คนเดียว ถ้าคนไทยเดินโชว์ของสงวนทั้งบนล่างต่อหน้าคนอื่นได้วันนั้นคงเป็นวันล่มสลายของดิชั้นแน่ ๆ แต่ก็อีกนั่นแหละของเขาแก้ผ้าอาบน้ำในอ่างกันทั้งครอบครัวพ่อแม่ยันลูกมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถ้านักท่องเที่ยวไทยคนไหนจะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นโดยลงแช่ออนเซนอย่างเขาได้ล่ะ หูย..ขอซูฮก Orz…เลย

         

โหลดออนเซนบางแห่งให้ดู ที่โรงแรมเขาห้ามถ่ายรูปเลยอดเห็นทั้งบ่อ ทั้งคน

          มีข้อปฏิบัติว่า ผู้ที่จะแช่ออนเซนไม่ควรกินอาหารอิ่มจนเกินไป/ขณะอยู่ในอาการมึนเมา/หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพราะน้ำที่แช่มีอุณหภูมิประมาณ 40-44 องศาซึ่งมันร้อนนะนั่น! ถ้าไม่ระมัดระวังแช่นานเกินไปหลายอย่างอาจสุก ความดันอาจพุ่งปรู๊ดพาลจะช๊อคเอา… อ้า…และแล้วกรุ๊ปเราก็มีคนเก่ง ล้ำ กล้า มั่น ไม่เสียชื่อสาวย่าโมได้ทดสอบการแช่มาแล้ว หลังออนเซนทั้งเนื้อตัวใบหน้ากลายเป็นสีแดง ซึ่งเกิดจากการสูบฉีดของกระแสโลหิต แหม! ก็คุณเธอเล่นแช่ซะเกือบ 30 นาที เปล่งซะ! แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ “เฮ้ย แกแก้หรือเปล่าวะ!?”  “แกเอาอะไรปิดรึเปล่า?”   “เดินลงสระยังไงวะ?”  “แล้วมีคนอื่นอยู่ด้วยมั้ย?”  “แล้วคนอื่นเขาแอบมองแกมั้ย แล้วแกจ้องคนข้าง ๆ รึเปล่าวะ!?” เธอก็ตอบหน้าเฉย “ก็เดินแก้ผ้าตามเขาไป ไม่เห็นเขาจะสนใจกันเลย” ท่าจะจริง แต่ถึงคนอื่นจะไม่สน…สำหรับงานนี้ขอบายและบันทึกเป็นความทรงจำเอาไว้เป็นการส่วนตัวเพราะของอย่างนี้เค้าให้เห็นแค่คนเดียวเท่านั้นแหละตัวเอง…อิอิอิ

          เช้าวันที่ 2  การตื่นนอนเวลาไปไหนเป็นหมู่คณะต้องหมั่นพึงเผื่อเวลาไว้ด้วยนะคะ อย่างเช่น ไกด์บอก 5  6  7 ก็หมายความว่า จะมี morning call ตอนตี 5 กินข้าวเช้าตอน 6 โมงและล้อหมุนเวลา 7 โมง แต่ถ้าคนไหนต้องมีภาระเรื่องเผ้าผมหน้าตาต้องตื่นก่อนเวลาซักประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำและไอ้การตื่นแบบนี้มันทุกข์มากกับการนอนไม่อิ่ม(เพราะเวลานอนดันคุยกัน) เป็นสูตรทุกครั้งว่าดิชั้นต้องเป็นคนแรกที่ตื่นและอาบน้ำก่อนเพราะการจัดการกับเรื่องส่วนตัวมันเยอะซึ่งจะพอดีกับเวลาที่เพื่อนร่วมห้องตื่นทำธุระต่อซึ่งสุดท้ายจะแต่งตัวเสร็จพร้อมกันพอดี ตอนแต่งเนื้อแต่งตัวก็ไม่ได้ชะโงกชะแง้ดูหน้าต่างว่าด้านนอกเป็นอย่างไร พอโผล่ออกมาจากห้องลงลิฟท์เดินผ่านห้องโถงจะไปกินข้าว เอ๊ะ! ตาฝาดไปรึเปล่า นั่นมันขาว ๆ ข้างนอก หิ หิ มะ…ใช่ม้าย! เย้…ถือว่าทริปนี้โชคดีที่ได้เห็นหิมะสวย หลังอาหารเช้าจึงไม่รอช้า รีบตะลีตะลานไปเก็บภาพก่อนรถออก

                      “หิมะแรก” ยังไม่ลงหนักแค่ปุย ๆ ลอยลงมาเลยไปโกยเอามาเหมือนน้ำแข็งในช่อง freez ที่เราชอบขูดเอามากินเล่น                                                                                                                  เย็นดี

                                                                                แต่ตอนนี้หนาวววววว….

          ถ่ายรูปกับหิมะแรกกันไปพอสมควร ได้เวลาเข้าเมืองทาคายาม่า หรือ ลิตเติ้ล เกียวโตกันเสียที  ทาคายาม่าตั้งอยู่ในจังหวัด”กิฟุ” เมืองที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มีธรรมชาติที่สวยงามรถพาเข้าเมืองเขาปล่อยให้เราลงที่วัดวัดหนึ่งสวยนะ แต่ไม่มีเวลาเดินดูด้านในเป็นแค่สถานที่จอดรถแล้วพากันเดินผ่านร้านรวงที่ยังไม่เปิดดี บ้างก็กำลังเก็บประตู บ้างก็กำลังเก็บกวาดหน้าร้าน เดินจนมาถึงบริเวณตลาดเช้าซึ่งบรรยากาศอีกด้านเป็นคลองกึ่งลำธาร น้ำใสแจ๋วเพราะเป็นน้ำที่เกิดจากหิมะบนภูเขาไหลละลายลงมา ตื่นเต้นที่สุดคือ มีปลาคาร์ฟมาแหวกว่ายทวนน้ำนิ่ง ๆ เห็นเป็นสีส้ม สีแดงโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้กรี๊ดเล็ก ๆ ด้านที่ติดกับลำคลองจะมีชาวบ้านนำสินค้าพื้นบ้านมาวางขายเรียงเป็นแนวยาวส่วนใหญ่เป็นพืชผักผลไม้มากองขาย ผักก็หัวโตเอามาก ๆ อย่าง ผักกาด หัวไชเท้า หัวผักกาดแดงต้องบอกว่าหัวมะฮึ่ม! เห็ดหอมญี่ปุ่นก็อวบใหญ่น่าเอามาต้มซีอิ๊ว ทำสลัดเป็นอย่างยิ่ง ถ้าอยู่เมืองไทยก็จะซื้อไปต้มจับฉ่ายได้หม้อใหญ่ ส่วนอีกด้านเป็นร้านค้าเล็ก ๆ ขายของที่ระลึก ขนม ของแห้งเดินผ่านก็จะถูกชักชวนให้ชิมให้ลองสินค้าตลอดทาง เวลาซื้อของแรก ๆ การต่อรองราคาออกจะลำบากเพราะยังไง้ ยังไงส่งภาษาอังกฤษเขาก็ตอบมาเป็นญี่ปุ่นพอเข้าวันที่ 2 เริ่มชินคือ คิดราคาเท่าไรคูณหารกันในใจแล้วถ้าไม่คิดว่าแพงเกินไปก็ซื้อมันตามนั้น(สิ้นเรื่อง) สรุปเช้านี้ได้ของฝากกันไปหลายถุง

 

ที่จอดรถในวัดถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

เดิน  เดิน  เดิน

ผักยามเช้า

 

          มาที่ทาคายาม่านอกจากของฝากพวกผักดอง ชาเห็ดหอม ขนมพวกแป้งห่อถั่วถั่วห่อแป้งแล้ว ต้องไม่ลืมซื้อตุ๊กตา”ซารุโบโบะ” ตุ๊กตาเครื่องรางเป็นรูปคนแต่ไม่มีหน้า ตัวสีแดงมีหลายขนาด สมัยก่อนผู้ใหญ่จะทำไว้ให้เด็กผู้หญิงเล่นส่วนสาเหตุที่ไม่มีหน้าเพราะต้องการให้เด็ก ๆ จินตนาการถ้าเราเป็นเด็กดีตุ๊กตาก็จะมีหน้าตาน่ารัก ถ้าเราโกรธอารมณ์ไม่ดีตุ๊กตาก็จะบูดบึ้งตามไปด้วย หรือผู้หญิงที่ต้องแต่งงานไปอยู่ต่างบ้านไกล ๆ ผู้เป็นแม่มักจะทำให้ลูกสาวเพื่อเวลาคิดถึงก็ให้นึกถึงใบหน้าของ”แม่” เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่ง ทีน่าสนใจคือ การขายของที่ระลึกประจำท้องถิ่นของญี่ปุ่นที่เราไปแต่ละแห่งจะมีขายเฉพาะที่นั้น อย่าได้ลังเลหรือคอยเอาไว้ซื้อทีหลังเพราะถ้านอกแหล่งคิดจะไปหาซื้ออีกเมืองไม่มีเด็ดขาด ถ้าอยากได้ต้องซื้อเลย กุศโลบายนี้เป็นการล่อให้นักท่องเที่ยวต้องมาเที่ยวให้ถึงแหล่งจริง ๆ  เห็นมั้ยเขามีแผนดึงนักท่องเที่ยวได้เฉียบ(ลองเปรียบเทียบกับบ้านเรา) ตุ๊กตาซารุโบโบะดิชั้นก็ซื้อมาตัวหนึ่งมัดติดกระเป๋าถือไว้ตลอด เวลาเดินไปไหนก็จะมีเสียงลูกกระพรวนดังกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ เพลินดี

                                  

                                                                                                                    ห้อยซารุโบโบะ

          จากฝั่งตลาดยามเช้าเขาให้เดินข้ามถนนไปอีกฟากหนึ่งเพื่อไปยังย่านเก่าของเมืองที่ยังคงรักษาความดั้งเดิมเอาไว้อย่างน่าอัศจรรย์ตัวเมืองมีประวัติศาสตร์อันยาวนานแต่ก่อนจะชมเมืองเราต้องแวะที่  ทาคายาม่า จินยะ (Takayama Jinya) เพื่อเข้าชมอาคารรัฐบาลเก่าเสียก่อนซึ่งปัจจุบันเขาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้าไปชมภายในอาคารแบ่งเป็นหลายห้อง มีห้องครัว ที่พัก ห้องทำงาน ในอดีตที่นี่เคยเป็นที่พำนักของท่านคานาโมริ ผู้ปกครองเมืองทาคายาม่าก่อนที่จะตกมาอยู่ภายใต้การดูแลของโชกุน โทขุกาว่าในปี 1692 ก่อนเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ก็ต้องถอดเปลี่ยนเกือกใส่ถุงก๊อบแก๊บ ส่วนถุงก็ถือเข้าไปด้วยเดินชมห้องนั้นห้องนี้จนเวียน สรุป เขาดูแลดีด้วยงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลให้ท้องถิ่น สถานที่เขาสวยเรียบ สะอาด ออกมาอย่าลืมคืนถุงก๊อบแก๊บด้วย

                                           สวนด้านในของพิพิธภัณฑ์ไม่ค่อยงามเพราะเป็นช่วงฤดูหนาว

                                                      คล้ายห้องทำงาน ห้องประชุมอะไรซักอย่าง

                                  คนนิจิวะ “สวัสดีค่ะ” (จริง ๆ ควรจะโค้งกว่านี้แต่แฮ่…ก้มบ่ได้)

                                                                                 

                                                                              บริเวณห้องครัว

                                                                  ผังบริเวณที่เขาบูรณะและพบข้าวของเครื่องใช้

                                                                             ถังใส่ข้าวสารอาหารแห้ง

                                                              เศษเครื่องชามที่พบและยังเหลืออยู่

            ออกมาจาก ทาคายาม่า จินยะ ด้านหน้ามีชาวบ้านนำผลไม้มาขาย คนไทยขึ้นชื่อเห็นอะไรก็ซื้อดะรวมทั้งดิชั้นด้วย อิอิอิ แพล๊บเดียวแต่ละคนได้แอ๊ปเปิ้ล ลูกพลับคนละหลายโลและดูท่าจะยังไม่หยุดซื้อง่าย ๆ เลยต้องรีบรวมพลต้อนให้เดินชมเมืองเก่าต่อ ระหว่างข้ามถนนย้อนไปอีกฟากพบไกด์สาวถือธงเหลืองนำนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่ซึ่งล้วนเป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้นน่าจะอายุราว 65-70 ปีดูแข็งแรงมากเดินสวนมาทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสโค้งทักทายแม้จะแปลกหน้าด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี ชอบใจจังอายุขนาดนี้คนของเขายังออกมานอกบ้านแบบไม่ต้องพึ่งพิงลูกหลานเห็นแล้วคิดถึง ป๋า แม่(เที่ยวเผื่อแล้วน้า) แม้จะเป็นการเดินยาวแต่ก็มีความสุขเพราะเหมือนเข้าไปในประวัติศาสตร์ มีบ้านร้านรวงเก่า ๆ แก่ ๆ มีของขายตลอดทางราคาก็ราคาเดียวเกือบทุกร้าน

                                                                                สะอาดเป็นระเบียบ

                                                                                             เริ่มหิ้วถุง

                                                                                   ตะกร้า “เกี๊ยะ”

                                              ร้านขายเหล้าสาเกเก่าแก่ ใครผ่านเป็นต้องแวะเพราะมีให้ชิมฟรี!

 

                                                 ชิม “สาเก” แว้…แค่ก..มันขมแบบจืด ๆ ไม่อร่อย

 

                           บริการรถลากชมเมือง คนลากเป็นไกด์ในตัว ลากไปอธิบายไป…แต่พี่แกคล่องมากตัวเล็กแต่แข็งแรง

            ได้ของฝากจากเมืองทาคายาม่าเรียบร้อยแล้ว ดูจากการหอบหิ้วทริปนี้ผู้ชายจะช้อปเก่งกว่าผู้หญิงหลายเท่าเพราะเข้าลักษณะซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่เราซื้อแบบหอมปากหอมคอตาม list  ลูกคนโตฝากซื้อ หนังสือกับ magnet (แค่นั้น) คนน้องตัวโตฝากซื้อน้ำหอมยี่ห้อ Paris Hilton กลิ่น Paris in Paris แค่นั้น(แต่อะไรจะขนาดนั้น) ซึ่งของคนน้องทำเอากลุ้มใจเพราะต้องเข้าไปหาในห้างใหญ่แต่โปรแกรมเราเดินช้อปตามริมถนน(แต่ถ้าบ้านเรามีก็ซื้อที่บ้านเราดีกว่ามั้ง!?) เด็ก ๆ เตือนว่าแม่มาญี่ปุ่นต้องหาซื้อ “โตเกียว บานาน่า” ให้ได้นะแม่มันดังมากและทุกคนก็รอซื้อสิ่งนี้ตอนขากลับที่สนามบินเหมือนกัน สิ้นสุดการชมเมืองได้เวลาโบกมือลาทาคายาม่า รถพาเราออกนอกเมืองอีกครั้งจนได้เวลามื้อกลางวันวันนี้เป็นร้านอาหารบนภูเขาท่ามกลางหิมะโปรยปรายเหมือนเป็นใจ หนาวแค่ไหนก็ออกมาเฮโลถ่ายรูปเอาวิว  มื้อนี้อาหารญี่ปุ่นเมนูเซ็ทอีกแล้วแต่คราวนี้เป็น ของโปรดหมูย่างเขาหั่นเนื้อหมูแล้วทามิโสะ(เต้าเจี้ยวบด)หวาน ๆ เค็ม ๆ ย่างบนใบไม้อะไรซักอย่าง  เสริฟพร้อมปลาย่าง ผักดอง ซุป อร่อยจนอยากขออีกชุด ใช้เวลาลิ้มรสอาหารถ่ายรูปนั่งรถต่อโดยที่ไม่รู้ตัวว่าหลังจากนี้ที่ที่เราจะเดินทางต่อไปคือ “ชิราคาวาโกะ” หมู่บ้านมรดกโลก!!!!

                                                         หมูย่างมิโสะที่อร่อยมากเสียแต่น้อยไปหน่อย      

                                                                                   เครื่องเคียงปลาย่างซีอิ๊ว

          อยากที่บอกไปตอนต้นปลายทางของเราคือ “ชิราคาวาโกะ” ที่เคยเห็นแต่ในปฏิทิน เป็นภาพหมู่บ้านที่มีหลังคาเป็นฟางตั้งเป็นกลุ่มอยู่ในหุบเขาที่ไม่เหมือนที่อื่นมีทุ่งนาสวยและรู้แต่เพียงว่าเป็น หมู่บ้านมรดกโลก ฮ้า! วันนี้ได้เห็นของจริงซะที รถพาเราลัดเลาะมาถึงไกด์ให้เวลาเรา 1.30 ช.ม. อากาศก็ช่าง…หิมะโปรยอีกแล้วความจริงชอบแต่มันเปียกหัวและหนาวเดินไม่ค่อยไหว  เจ็บใจจนอยากเขกหัวตัวเองที่สุดตรงลืมชาร์ทแบตเตอรี่กล้องไว้เมื่อคืนเลยไม่มีภาพ ได้แต่อาศัยกล้องคนอื่น แต่กล้องคนอื่นก็มีปัญหาเพราะอากาศมันเย็นจนถ่ายไม่ติดดับเอาเสียดื้อ ๆ ok ดีไปอย่างไม่ต้องพะวงกับการถ่ายรูป เกาะแขนพากันเดินชมบ้านแยกเป็นกลุ่ม ผ่านต้นพลับที่ลูกสุกคาต้นจนไม่มีใครสนใจจะเก็บ ผ่านลำธารเล็ก ๆ มีปลาคาร์ฟ แถมแซลมอนนอนนิ่งเงียบสงบ วันนี้ถึงได้รู้ว่าหมู่บ้านที่นี่สร้างสไตล์กัสโช-สึคุริ คือมีความยาวประมาณ 18 เมตร กว้าง 10 เมตร โครงสร้างของหลังคาใช้ท่อนซุงมุงด้วยหญ้าที่หนาเกือบ 50 ซ.ม.รูปทรงของหลังคาเหมือนกับสองมือของพระเจ้าจึงเรียกว่า “กัสโซ” บ้านลักษณะนี้จึงแข็งแรงมากสามารถรองรับหิมะตกหนักในช่วงฤดูหนาวได้ดี เสียแต่วันนี้บรรยากาศอึกทึกไปนิดตรงที่มีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกเข้าใจว่าหมู่บ้านกำลังบูรณะถนนภายใน

 

ต้องขอโหลดภาพหมู่บ้านเต็ม ๆ มาลงเพราะกล้องไม่ทำงาน

ก่อนเข้าไปในหมู่บ้านต้องผ่านสะพานนี้เข้าไป

 

              พากันเดินวนไปวนมาจนหลง! (ไม่น่าเชื่อ) เพราะท่าทางจะพากันเดินขึ้นเขา เก้ ๆ กัง ๆ จนพบแม่ลูกญี่ปุ่นเข้ามาถามไถ่เป็นภาษาญี่ปุ่น(ซึ่งไม่มีวันเสียล่ะที่จะพูดภาษาอื่น) แน่นอนน้ำใจคนที่นี่ไม่มีวันหมดเราก็พบทางออก อา…1 ชั่วโมงครึ่งกับความสุขใจ เกือบค่ำแล้วต้องเร่งเวลาเพื่อเข้าเมืองไปพักกันที่ Gifu Miyako Hotel ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงแน่นอนค่ะ ทุกคนในรถหลับหมดมาถึงในเมืองค่ำมากแล้วแต่อาหารค่ำก็เรียกน้ำย่อยให้ตื่นตัวกันอย่างสุดคุ้มด้วยบุฟเฟ่ท์เนื้อย่างแบบอิ่มไม่อั้น จนอดสงสัยไม่ได้ว่าตกหัวละเท่าไร โอ..แค่พันกว่าบาทแต่ไม่รู้ว่าคุ้มเราหรือคุ้มเขาเพราะสอบถามภายหลังเขาบอกว่ากรุ๊ปเราสนนเบ็ดเสร็จกินวัวเข้าไปเกือบตัวครึ่ง อึ๋ยย…..มื้อค่ำนี้จึงถ่ายได้แค่เบียร์ไร้แอลกอฮอลแต่คงไม่ถูกคอพี่ไทยอิ่มเสร็จต้องรีบขึ้นรถเข้าโรงแรมเพราะข้างนอกหนาวจับขั้ว! อยากได้ที่นอนอุ่น ๆ แล้ว

คืนนี้…โอยาซุมินาไซ พบกันใหม่ตอนต่อไปนะคะ zzzzz…

 

 

4 responses to this post.

  1. Posted by ปรัดสัน on มกราคม 15, 2012 at 6:35 pm

    ชอบ Idea เรื่องของฝากที่ต้องไปถึงที่จริงๆ ไม่งั้นก็ไม่มีความหมาย แต่คนไทยผลิตออกมาแล้วต้องขายให้ไ้ด้ ก็ไปฝากขายหรือไม่ก็ทำเป็นธุรกิจไปซะงั้น ผิด concept ไปเต็มๆ

    ตอบกลับ

  2. ทำไมพี่จ๊อดถึงเม้นท์ไม่ได้ ทดสอบ ทดสอบ

    ตอบกลับ

  3. ทดสอบ ๆๆๆๆ

    ตอบกลับ

  4. จ๊อดทดสอบ

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: