“น้ำหวาน”

                 อย่างที่ตั้งใจ…ดิฉันมีความคิดที่จะเขียนถึงเพื่อนตัวน้อย ๆ ร่วมขบวนแก๊งเด็กใสวัยกิ๊กให้หมดทุกคนด้วยความรักอย่างเต็มหัวใจ…และไม่ลังเลที่จะเทคิวให้ “น้ำหวาน” ลูกสาวคนแรกของน้องน้ำผึ้งกับพ่อเปี๊ยกคนเทศบาลทั้งคู่ก่อนเป็นคนแรก โดยได้รับอนุญาตจากคุณแม่น้ำหวานเรียบร้อยแล้ว ดิฉันเห็นน้ำหวานตั้งแต่เป็นฟองไข่ล่องลอยจนปฏิสนธิอยู่ในท้องแม่(แฮ่!…จินตนาการเอา) แต่ก่อนที่น้ำหวานจะเกิดผู้เป็นแม่ต้องประคบประหงมตัวเองและลูกในท้องให้รอดปลอดภัยจากอาการป่วยด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีที่อยู่ ๆ ก็ตัวเหลืองและคันยิบขึ้นมาอย่างกระทันหัน กระทั่งคลอดออกมาด้วยความโล่งอก…ขณะเดียวกันคุณหมอก็แจ้งข่าวว่า แม่น้ำหวานจะมีลูกได้แค่คนเดียวเพราะสุขภาพของแม่ไม่แข็งแรงนักพวกเราจึงยกโขยงกันไปเยี่ยมทั้งแม่และลูกหลังคลอดได้ไม่กี่เดือนที่บ้าน ตอนนั้นน้ำหวานยังเป็นทารกตัวเล็ก ๆ เทา ๆ ตากลมโต ผมหนาดำ  ติดศรีษะเหมือนเด็กอาฟริกันยังไงยังงั้นเลย ดิฉันยังได้อุ้มแกไว้ในอกแล้วพินิจดวงหน้าเล็ก ๆ อย่างละเอียดพลันนึกในใจว่าโตขึ้นเธอต้องเป็นเด็กคมขำร้องเพลงเก่งแบบแท๊บบี้ AF 6 แน่ ๆ ไม่รู้เป็นอะไรถึงได้มีความรู้สึกแบบนั้น อาจเป็นเพราะเส้นผมที่มีทีท่าว่าจะหยิกขอดในอนาคตหรือใบหน้าที่ไม่แยแสใครให้เมื่อย!…ไม่ใช่ แต่อาจเป็นเพราะดิฉันเห็นความเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองของแม่น้ำหวานแม้จะค้านกับรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นคนเรียบร้อยไม่ได้เปรี้ยวจี๊ดหรือแต่งตัวหลุดแฟชั่นอะไร แต่แม่น้ำหวานเป็นคนสวยเย็น…หน้าตาย ใครแหย่อะไรก็ไม่โกรธหรือเขินอายอะไรทั้งสิ้น พูดก็น้อยแต่พูดแต่ละที “ตรง” มากกกก…เรื่องงานราชการก็เป็นคนมีระเบียบทำงานเรียบร้อยทันเวลา ลายมือสวย ที่ชอบที่สุดคือเป็นคุณแม่อีกคนหนึ่งที่มีเรื่องขำ ๆ ของลูกสาวมาเล่าให้ฟังที่ทำงานไม่ขาด เหล่านี้มันอาจหล่อหลอมให้ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น น้ำหวานอาจได้ความมั่นใจจากแม่แต่ฉีกแนวหันไปเป็นศิลปิน…ไม่แน่อนาคตอาจมีคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นในวงการก็ได้ใครจะไปรู้…(ชี้นำอนาคตลูกเขาซะอีก)

น้ำหวานตอนไม่กี่เดือนโขกพ่อมาชัด ๆ

                    หลายเดือนผ่านไปแม้ดิฉันจะไม่เห็นการพัฒนาของน้ำหวานเลยเพราะแม่น้ำหวานไม่มีเวลาพาลูกมาให้พวกป้า ยายที่ทำงานแหย่เล่น  แต่ก็มีความรู้สึกถึงความใกล้ชิดผ่านคำบอกเล่าจากปากของคนเป็นแม่…อย่างเหตุการณ์อันตรายและอลเวงที่สุดคงไม่พ้นเรื่องที่ครอบครัวนี้เป็นไข้หวัด 2009 กันทั้งบ้านตั้งแต่คุณยาย พ่อแม่และตัวน้ำหวานเอง จนต้องปิดบ้านไปนอนถูกกักบริเวณกันที่โรงพยาบาล 1 สัปดาห์ โชคดีที่ได้รับยาต้านไวรัสจนหายเป็นปกติ ดิฉันเจอน้ำหวานอีกครั้งเมื่อ 2 เดือนก่อนตอนนั้นอายุประมาณขวบสี่เดือนดูสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีแต่ตัวผอมไปนิด… คราวนี้เดินคล่องจนวิ่งเล่นเกือบทั่วห้องแบบไม่สนใจใคร…สามารถพูดเรียกได้เป็นคำ ๆ แต่ที่ถนัดสุดคือ เอะอะอะไรก็กรี๊ดไว้ก่อน หรือถ้าอยู่บ้านก็จะถนัดเรียกคุณยายศรีว่า “ยาหยี ๆ” ตลอด เสียอย่างเดียว…ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นซักทีเห็นเพียงเงาแผงขาว ๆ ซึ่งบางคนก็ว่าดีแก่ไปฟันจะได้หักช้ากว่าคนอื่น บางคนก็กลัวว่าถ้าโตเป็นสาวแล้วฟันยังไม่ขึ้นก็จบกัน…แต่ผลของฟันขึ้นช้าทำให้น้ำหนักตัวของน้ำหวานต่ำกว่าเกณฑ์จนต้องดื่มนมที่มีอาหารเสริมเป็นตัวช่วย แม้กระทั่งอาหารก็ยังต้องบดป้อนเหมือนตอนเป็นทารก ลองเฉาะหั่นผลไม้อย่าง ฝรั่ง กล้วยให้กินเป็นชิ้น ๆ  น้ำหวานก็จะใช้วิธีอมดูดจนเปื่อยแล้วค่อย ๆ ใช้เหงือกขบกินทีละน้อย บางทีคุณยายและแม่น้ำหวานก็ต้องเคี้ยวให้ก่อนแล้วป้อนให้กินยังกับคนสมัยโบราณ  กลายเป็นว่าการที่ไม่มีฟันบดเคี้ยวอาหารทำให้ร่างกายได้รับสารและปริมาณอาหารไม่เพียงพอไปซะแล้ว เรื่องฟันไม่ขึ้นคุณหมอเด็กก็ไม่ได้วิตกกังวลอะไรบอกแต่เพียงว่าเดี๋ยวมันก็ขึ้นขึ้นช้าสิดี (อ้าว! ) แต่บรรดาป้า ยายที่ทำงานกังวลยิ่งกว่าเพราะน้ำหวานจะเริ่มชินกับการเคี้ยวเหงือกตัวเองเหมือนคันเหงือกมองดูเหมือนคนแก่เคี้ยวหมาก แล้วพอนาน ๆ เข้าก็เกรงว่าปากจะไม่ได้รูปสวย น้ำหวานเลยได้ฉายาอีกอย่างว่า “คุณย่าน้ำหวาน” เรื่องฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปซะแล้ว…โอ…พระเจ้าขอฟันให้น้ำหวานซักที…

น้ำหวานตอนปัจจุบัน

                   ดิฉันมีความรู้สึกว่าการที่ฟันของน้ำหวานขึ้นช้าอาจมีผลต่ออารมณ์ของเด็ก อย่างน้อยก็สร้างความหงุดหงิดเวลาหิวอาหารหรืออาจพลอยทำให้ไม่อยากอาหารไปเลย สังเกตจากการที่น้ำหวานยังดูดนมแม่อยู่จนทุกวันนี้คล้ายกับไม่อยากกินอย่างอื่นนอกจากนมแม่…แม้ว่าจะหาบอระเพ็ดมาทาก็ไม่ได้ผลเพราะเธอฉลาดถ้ารู้สึกขม ๆ ล่ะก็จะบ้วนทิ้งจนกว่าจะหายขมแล้วดูดต่ออย่างสบายใจ…แม่น้ำหวานจึงต้องกลับไปส่งนมลูกทุกกลางวัน  ตอนนี้น้ำหวานเริ่มมีการพัฒนาโดยชอบเล่นแรง ๆ เห็นตัวเล็ก ๆ อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ดั่งใจเธอจะกรี๊ดสนั่น! และมีท่าไม้ตายโดยการแอ่นตัวให้หงายไปข้างหลังสุดฤทธิ์ถ้าจับทันก็บุญไป ถ้าไม่ทันมีสิทธิหัวกระแทก กับบังคับให้คุณยายนอนหงายแล้วขี่ทับพร้อมกระโดดกระแทกตุ้บ ๆ เหมือนได้ขี่ม้า(เป็นขาลุยคาวบอยหญิง) ดิฉันเลยอ้อนวอนให้แม่น้ำหวานรีบพาน้ำหวานไปหาคุณหมอฟันอีกครั้งจะดีกว่าเผื่อจะได้ฟลูออไรด์มากินหรือทำอะไรกับน้ำหวานบ้าง ฟันจะได้โผล่แล้วเธอจะได้กินอะไรอร่อยเสียทีก่อนที่คุณยายและคุณแม่จะบักโกรกไปมากกว่านี้ แม่น้ำหวานรับปาก…สำหรับเด็กคนหนึ่งกับความห่วงใยได้ให้แง่คิด สิ่งที่ธรรมชาติให้มาอะไรก็ได้จะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์มันคือของขวัญ คือของรางวัลความสวยงาม คือสิ่งล้ำค่า คือลูกของแม่  และคือความเป็นน้ำหวานนั่นเอง! ขอบคุณครอบครัววิไลกิจที่มอบประสบการณ์สุขภาพของลูกสาวเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นได้อ่านบ้าง แล้วเราจะรอวันที่น้ำหวานส่งยิ้มหวาน ๆ พร้อมฟันสวย ๆ กัน…         

                                                                                

                                                                             ด้วยรักและสุขใจ “ป้าโป่ง”

Advertisements

2 responses to this post.

  1. รอดูฟันน้ำหวานด้วยคนค่ะ.. 🙂

    ตอบกลับ

  2. ไม่ต้องกังวลมากไปนะคุณแม่น้ำหวานจ๋า คิดบวกมองโลกในแง่ดีฟันหนูยังไม่มาก็ไม่ต้องง้อกินมันทั้งหยังงี้แหละมาช้าแต่มาชัวร์แน่ (ใจเย็นๆ) ผิดกับพี่ลามี่ฟันขึ้นเร็วแรกๆ ก็ดีใจแต่ต้องมานั่งกลุ้มใจเพราะไม่ชอบแปรงฟัน กินแต่ยาสีฟันซะงั้นฟันขาวแต่คู่หน้าคู่เดียว อมแต่แปรง เฮ้อ…กลุ้ม

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: