Bonjour!!!…(ฝรั่งเศส) วันที่ 6

          วันที่  6

          : ยูโรดิสนีย์แลนด์

          เช้านี้ตื่นขึ้นมาเหมือนสลับร่างวิญญาณ รู้สึกคึกคักกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษก็วันก่อนทีมงานถามว่าใครอยากไปดีสนีย์แลนด์ยกมือขึ้น..! ป้าก็ยกมือเกือบจะเป็นคนแรก พวกข้างหลังงง! วะฮ้า! ป้าคือวัยรุ่นแท้ ได้ไงเกิดมาไม่เคยเห็นดีสนีย์แลนด์เคยดูแต่หนังวอลท์ดีสนีย์ เช้านี้เลยสรุปว่าคณะผู้ใหญ่(แรงน้อย)ให้เข้าเมืองไปทำธุระตามอัธยาศัยส่วนอีกคณะหนึ่งที่เป็นวัยรุ่น(เหลือน้อย)แต่คิดว่าตัวเองแน่สุด ๆ ไปเข้าสวนสนุกกัน หันกลับไปปรากฎว่าสมาชิกเป็นชายซะส่วนใหญ่ นี่ล่ะหนาเขาถึงว่าผู้ชายต่อให้อายุมากขนาดไหนจิตใต้สำนึกก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ ดินแดนแห่งความสนุกนี้ชื่อว่า “ยูโรดีสนีย์แลนด์” (Euro Disneyland) เขาว่าเป็นสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเลยเชียว ภายในมีเครื่องเล่นถึง 12,000 ชิ้น และเครื่องเล่นบางชิ้นมีเฉพาะในฝรั่งเศสที่เดียว วันนี้อากาศเย็นกว่าปกติรถพาเราเข้ามาถึงสวนสนุกก็เกือบ 9 โมงเช้าแล้ว พอเข้ามาถึงบริเวณที่จอดรถที่เป็นลานโล่งกว้างบรรยากาศกลับเงียบเหงา “เอ ตกลงวันนี้เขาเปิดหรือเปล่าเห็นมีรถจอดอยู่ไม่กี่คัน” ถามกันไปมาปรากฎว่าก็พวกแกมาเร็วกันเอง…เอ๊า จริงรึ จริงซิ เลยนั่งรอกันบนรถให้ทีมงานวิ่งไปรับตั๋ว พอได้ตั๋วแล้วก็โบกมือไหว ๆ ให้สัญญาณลงรถ แหม! ดีใจแบบไม่มีเหตุผลที่จะได้เข้าสวนสนุก รีบลงเดิน เดิน เดิน…เหว่ย ไกลจังกว่าจะถึงประตูทางเข้าดีที่มีทางเลื่อนให้พอพักขา อา..เดินเท้าอีกนิดก็เข้ามาถึงด้านหน้าทางเข้าที่คนแน่นแทบจะเป็นคอขวดต้องทำตัวลีบเดินตามกันไป พอหลุดมาได้ปรากฎว่ามันกว้างใหญ่จนไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนก่อน เดินแยกไปก็กลัวหลง แต่จะบอกว่าระหว่างดีสนีย์แลนด์ยุโรป ดีสนีย์แลนด์เอเชียหรือดีสนีย์แลนด์อเมริกายังไงก็ไม่เหมือนกันโดยเฉพาะตัวสิ่งก่อสร้างเท่าที่เคยศึกษาของยุโรปอย่างที่นี่ดูไม่สดใส ทึม ๆ ซีด ๆ ไม่ฉูดฉาด ของอเมริกาก็ออกจะหวือหวา ส่วนของเอเชียจะสดใสคึกคักกว่า

IMG_3108

IMG_3109

ซะหน่อย

IMG_3106

        อยากประทับกะเขามั่ง

            เข้ามาถึงเขาจะพาไปดูหนังสามมิติก่อนแต่ซวยเพราะวันนี้ดันไม่ฉาย ส่วนพวกผู้ชายจะพากันไปเล่นตกลิฟท์เลยคะยั้นคะยอชักชวนจนป้าใจอ่อน โห..คนเยอะแฮะ ท่าทางจะตื่นเต้นเลยเข้าไปต่อคิวกะเขา พลันทันใดสายตาฝรั่งหลายคู่ก็จับจ้องมาที่กลุ่มสาวรุ่น(แรก)คล้าย ๆ จะตั้งคำถามว่า r u sure!? ป้าจะไหวเร้อ!? เลยชักไม่แน่ใจซักไปซักมาเจ้าเครื่องเล่นนี้มันจะให้พวกเราเข้าไปอยู่ในลิฟท์(จำลอง) จากนั้นมันจะร่วงจากชั้น 13 ลงมา แค่นั้นแหละพวกเรา ถอยยยย….!! วิ่งออกมาแทบไม่ทัน ออกมาได้ทีนี้เราจะเล่นอะไรดีล่ะ จะไปเล่นม้าหมุนก็ โอ้ย..ไกลเกิน จังหวะบ่ายโมงเขาจะโชว์ขบวนพาเหรดของเหล่าตัวการ์ตูนในวอลท์ดีสนีย์พอดี เบียดเด็กฝรั่งเข้าไปยืนอยู่หน้าเชือกกั้นอย่างหน้าตาเฉย(ควรภาคภูมิใจมั้ยเนี่ย! อิอิอิ) ได้เห็นขบวนสโนไวท์ อาลาดิน  Buzz lightyear แห่ง Toy story  “เรมี่”พ่อครัวตัวจี๊ด หรือตัวการ์ตูนที่ยิ่งใหญ่อย่าง มิกกี้เม้าท์ และอื่น ๆ อีกหลายตัว

IMG_3101

tower ที่เห็นด้านหลังนั่นแหละสำหรับเครื่องเล่นลิฟท์ตก

IMG_3113

IMG_3114

IMG_3115

IMG_3116

IMG_3117

IMG_3118

IMG_3119

IMG_3120

IMG_3121

การ์ตูนพวกนี้แสดงท่าทางมีชีวิตชีวามาก

IMG_3122

IMG_3123

เป็นที่ถูกอกถูกใจเด็ก ๆ มาก

          จบขบวนพาเหรดพยายามมองหาของเล่นที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ อา..นี่เลยท่านใดที่ต้องการจะชมโรงถ่ายภาพยนต์จำลองขอเชิญเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศสมจริงโดยการนั่งรถรางแบบสบาย ๆ วิวก็สวยงาม เราจะเห็นอุปกรณ์ประกอบการถ่ายทำตั้งอยู่ระหว่างทางเป็นระยะ ๆ พอตัวรถผ่านมาถึงบริเวณภูเขาคล้าย ๆ เหมืองจำลอง มีรถบรรทุกน้ำมันจอดอยู่บนภูเขาด้วยแบบเห็นแล้วเสียวระเบิด แถมรถเราดันไปจอดอยู่ใกล้ ๆ ซะด้วยคงจงใจให้เราได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ ว่าแล้วซักพักรถรางที่นั่งก็โยกไปโยกมาพร้อมเสียงระเบิดตูม!! ว้าว เหมืองระเบิด!! เห็นเปลวไฟแลบแปลบปลาบ เยอะนะร้อนหน้าเลย ตามด้วยน้ำป่าจากไหนไม่รู้ไหลทะลักจากภูเขาเข้ามาปะทะฝั่งซ้ายของรถที่เรานั่ง..ซักพักน้ำอีกด้านทะลักไหลข้ามหัวลงมาทางฝั่งขวา กรี๊ดกร๊าดพอเป็นกระสายแต่ที่แน่ ๆ หัวเปียกเลย…

IMG_3128

 IMG_3132

เหมือนฉากในหนังเกี่ยวกับดาวอังคาร

IMG_3133

IMG_3134

ฉากเหมืองระเบิดใกล้จนน่ากลัวเลยล่ะ

IMG_3135

IMG_3136

IMG_3137

IMG_3138

ช่วยด้วยยยย….น้ำท่วม!!

IMG_3139

IMG_3141

ต้นไม้สวย…ชอบสี

          ออกจากเหมืองระเบิดก็เดินตุปัดตุเป๋…ป้าแก่แล้วนั่งมากก็เส้นยึดเดินมากก็ชักไม่ไหวพลอยจะเสียหลัก อยากไปดู small world แต่ต้องออกไปด้านนอกไกลมาก เลยขอบาย..สรุปเดินชมโน่นนี่ใกล้ ๆ ดีกว่าว่าแล้วไปนั่งดูเด็ก ๆ รอเข้าคิวถ่ายรูปกอดกับมิกกี้เม้าท์ซะเพลิน ออกจากดีสนีย์แลนด์เกือบบ่ายแก่ ๆ เพราะโปรแกรมหน้าต้องไปเข้าคิวรอซื้อกระเป๋าหลุยส์ต่อที่ ราฟาแยต์ เหมือนกัน…ที่ห้างดังนี้เขาห้ามถ่ายรูปก็เลยไม่ได้เห็นภาพความอดทนและความพยายามอย่างแรงกล้าของคนที่รอเข้าคิวซื้อกระเป๋าอันแสนแพง ที่บางคนซื้อเอง บางคนฝากซื้อ(คนฝากซื้อนี่ถือว่าใจร้ายชะมัด) ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องยกให้ประชาชนชาวจีนนะคะ ชนิดไม่ต้องเลือกไม่ต้องดูแคตตาล็อค เธอชี้เอา ๆ ไอ้พวกเราถือถุงกระเป๋ากันแค่คนละใบ 2 ใบ ของเขาหอบคนละพวง 2 พวง ชนิดบ่หยั่น! ลูกค้าคนสำคัญของยุโรปต่อไปนี้ไม่ใช่ยุโรปหรืออเมริกาอีกต่อไป ที่นี่ดีมีบริการคืนภาษีแถมมีคนไทยไว้บริการเสร็จสรรพ แนะนำว่าฝรั่งเศสเครื่องสำอาง น้ำหอมถูก เสื้อผ้าแพงแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือ อย่าลืมซื้อช็อคโกแลตกลับไปด้วยนะ เย็นย่ำค่ำแล้ว เย่…พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านแล้ว ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพราะจะได้ไปบันทึกภาพกับเจ้าหนุ่มไอเฟลแบบชัด ๆ เป็นโอกาสสุดท้าย…

IMG_3213

Bonjour!!!…ฝรั่งเศส(วันที่ 5)

          วันที่  5  

          : เมืองใหม่

          มาถึงกรุงปารีสใหม่ ๆ ตอนแรกเข้าใจว่าสภาพบ้านเมืองคงจะมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบเรียบ ๆ ซึ่งเป็นผลจากการออกแบบและสร้างเมืองใหม่ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งถึงปัจจุบันเพราะเท่าที่เห็นอาคารในเมืองส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบเก่าก่อสร้างด้วยปูน  เรียบ ๆ ไม่สูงมากทั้งเมือง เพราะถูกบังคับด้วยกฎหมายก่อสร้าง…แต่วันนี้พอรู้ว่าจะต้องไปดูงาน “เมืองใหม่” ซึ่งเป็นอาคารที่มีรูปทรงสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยกว่า เลยรู้ว่าอ้อ เขามีย่านเศรษฐกิจใหม่หรูหราระดับโลก ดูตึกเก่า ๆ มาหลายวันดูตึกทรงใหม่ ๆ บ้างท่าจะเป็นการดี ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองใหม่ก็คล้าย ๆ เรากำลังจะไปย่าน เมืองทองธานี ยังไงยังงั้น..! 

300px-Tour_Eiffel,_École_militaire,_Champ-de-Mars,_Palais_de_Chaillot,_La_Défense_-_03[1]         

เมืองใหม่จะเห็นอาคารทรงสูงทันสมัยอยู่ด้านหลังหอไอเฟล นั่นล่ะ..!

           เป็นเช่นนั้นจริง ๆ La De’fense ลาเดฟ็องส์ ย่านธุรกิจขนาดใหญ่ที่สำคัญของกรุงปารีส อุบัติขึ้นในปี 1956 รัฐบาลฝรั่งเศสขณะนั้นได้อนุมัติให้สร้างอาคารที่ทันสมัยล้ำยุคที่ชานกรุงปารีสเนื่องจากการควบคุมผังเมืองปารีสไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอาคารสูงซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม  เมืองใหม่จึงต้องขยับออกมาสร้างเกือบชานเมือง…ข้อสำคัญเป็นสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยมากแตกต่างจากของเก่าโดยสิ้นเชิงอาคารแต่ละแห่งสูงเฉียบเสียดฟ้าในพื้นที่กว่า 77.5 เอเคอร์ มีอาคารกระจกเสริมเหล็กราว 72 ตึก พื้นที่สำนักงานประมาณ 3.5 ล้านตารางเมตร ปัจจุบันเป็นศูนย์ธุรกิจที่สำคัญของยุโรป ภายในมีรัฐวิสาหกิจ สำนักงานระหว่างประเทศ ออฟฟิศ ธนาคาร ห้างสรรพสินค้ากว่า 300 แห่ง ตรงกลางเป็นลานโล่งไว้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น นิทรรศการ การแสดงหรือโชว์ศิลปดนตรี  การจัดอีเว้นท์ แต่เท่าที่ประเมินภายนอกออกจะหงอย ๆ (หรือตาจะไม่ถึง) ยังไงก็เถอะในความรู้สึกส่วนตัวชอบสถาปัตยกรรมแบบเก่าที่อยู่ในเมืองมากกว่า คลาสสิค เรียบโก้ ไม่ล้าสมัย ไม่ตกเทรนด์ อยู่ได้ตลอดกาล  ตามเข้าไปดูด้านในสำนักงานผังเมืองของที่นี่ซึ่งเป็นห้องรวบรวมและแสดงโครงสร้างโมเดลด้านผังเมืองของอาคารเมืองใหม่ทั้งหมด ดูแล้วน่านำมาทำไว้ที่สำนักการช่างเทศบาลบ้างจัง คงจะอลังการงานสร้างและได้ประโยชน์ดีไม่ใช่น้อย  

DSCN0695

DSCN0699

เส้นทางกำลังจะไป ลาเดฟ็องส์

DSCN0709

ป้ายทางเข้า

15.flyparis_11-r[1]

ภาพรวม มองจากที่สูง

DSC02504

เดินผ่านทางเข้าด้านหน้าเทียบกับคน ดูจิ๋วไปเลย

DSCN0701

DSCN0702

 DSCN0703

สูง

 DSCN0704

เฉี่ยว

DSCN0707

 เฉียบ

DSCN0712

 ว้าวว..

DSCN0713

DSCN0714

DSCN0723

 ลานกว้างไว้สำหรับจัดกิจกรรม

DSCN0726

IMG_3009

เดิน เดินอย่างเดียว

IMG_3011

กำลังเข้าไปดูภายในสำนักผังเมือง

 DSCN0727

เข้ามาด้านในแล้ว

 DSCN0728

DSCN0730

DSCN0733

DSCN0734

ภายในจะเป็นการจำลองรูปแบบโมเดลของเมืองใหม่ในลักษณะต่าง ๆ

DSCN0736

DSCN0737

ตั้งใจดูแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินของเขา

DSCN0743

DSCN0744

DSCN0745

 DSCN0746

ชอบโมเดลพวกนี้มาก

IMG_3031

IMG_3029

คุณภาวิณีนำชมและอธิบายเหมือนเดิม

IMG_3026

                                                                         

          : ลูฟร์  (The Louvre Museum)

         ออกจาก ลาเดฟ็องส์ รีบจูนเครื่องแทบไม่ทันเพราะเรากำลังจะไป “พิพิธภัณฑ์ลูฟร์” ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่มีชื่อเสียง เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เดิมเคยเป็น พระราชวังหลวง ปัจจุบันเป็นสถานที่เก็บและจัดแสดงผลงานทางศิลประดับโลกเป็นจำนวนมาก ว่าไปแล้วการได้มาปารีสคราวนี้นับว่าเป็นบุญวาสนาเพราะสิ่งที่ทรงคุณค่าระดับโลกมากมายล้วนรวมอยู่ที่นี่ อย่างพระราชวังแวร์ซายส์ หอไอเฟล ประตูชัย มหาวิหาร Notre-Dame de Paris และพอได้มาลูฟร์ เย่…เราจะได้ย้อนรอยถอดรหัสลับดาวินชีแบบในหนังแล้ว ได้ยลโฉมโมนาลิซ่าตัวจริงเสียที  อยากเห็นฝีมือแกะสลักหินอันอ่อนช้อยแสนมหัศจรรย์เหมือนไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ของไมเคิลแองเจลโลใจจะขาด…และเทพเจ้าวีนัสของเล็กซานเดรอสแห่งแอนทีออกที่มักอยู่บนปกสมุดวาดเขียนจนคุ้นตาตอนสมัยเด็ก ๆ ก็จะได้เห็นกันคราวนี้  ความเก่าความมีคุณค่าของศิลปะชั้นยอดมันอึนมึนตลบอบอวลในสมองไปหมดจนแทบจะถอดวิญญาณกันเลยทีเดียว ความที่ดิชั้นเป็นคนชอบเดินพิพิธภัณฑ์และได้มายืนอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ ถ้าแสดงออกได้คงชักดิ้นชักงอกรี๊ดสนั่น(ตามประสา)อยู่ตรงนั้นแล้ว..มีความสุขจริง ๆ ค่ะแม้จะเป็นช่วงเวลาอันน้อยนิดก็ตาม 

IMG_2765

ด้านนอกบริเวณทางเข้า

IMG_2717

เข้าไปห้องแรกจะพบกำแพงเก่าที่ยังคงรักษาไว้ให้เหมือนเดิม

IMG_2723

IMG_3061

 IMG_3060

          การดูพิพิธภัณฑ์ที่นี่ถ้าใช้เวลาจริง ๆ คงเป็นอาทิตย์ถึงจะดูหมดเพราะพิพิธภัณฑ์เป็นตึก 3 ชั้น มีถึง 225 ห้อง ภาพเพียง 1 ภาพถ้าฟังการบรรยายประวัติกินเวลาเกือบ 20 นาทียิ่งถ้าเป็นภาพใหญ่รายละเอียดมากประวัติก็เยอะก็ยิ่งกินเวลานาน การเดินชมเห็นเขาชมกันนิ่ง ๆ เฝ้ามองตัวศิลปะอย่างพินิจยาวนาน แต่ของเราเห็นเอาแต่ถ่ายรูปคู่กับศิลปะดะไปหมด ชมหรือเดินผ่านก็ไม่รู้!?  เข้ามาในลูฟร์ควรเกาะกลุ่มกันไว้เพราะนักล้วงเยอะชุกชุมยิ่งกว่าข้างนอก ชุมหรือไม่ชุมเห็นมีป้ายสัญลักษณ์ให้ระวังคนล้วงกระเป๋าก็แล้วกัน การเข้าออกหรือจะเข้าห้องน้ำต้องรอ นัดแนะกันให้ดีแต่ถ้าเกิดหลงให้สังเกตรูปปิรามิดแก้วแล้วเดินตามนั้นก็จะพบทางออกเองแต่อย่าเสี่ยงดีกว่าเพราะวกวนน่าดู เวลาน้อยอีกแล้วจึงได้ชมเพียงไม่กี่ห้องและ…นั่น ชั้นพบเธอแล้ว “โมนาลิซ่า” เพิ่งจะรู้ว่าภาพหญิงงามนี้วาดบนไม้ มีความละเอียดละออมากถ้าดูใกล้ ๆ จะเห็นแม้กระทั่งลายเส้นขน ด้านหลังเป็นแม่น้ำลำธาร โขดหิน ทางเดิน มีสะพานอยู่แห่งเดียวที่เป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่เมืองเยรูซาเล็ม รอยยิ้มของนางเป็นรอยยิ้มแห่งความเยือกเย็น(จริง) และไม่ว่าเราจะยืนมองนางจากจุดใดนางก็จะมองตามเราไป…เสียดายที่ไม่สามารถเข้าไปดูได้ใกล้ ๆ เพราะจุดนี้น่าจะเป็นไฮไลท์ของที่นี่แฟนคลับเธออออยู่ด้านหน้าจนแน่นแทบจะขี่คอ แล้วก็กั้นคอกด้านหน้าซะห่าง ถ่ายรูปก็แสนลำบากเห็นมั้ยละไม่ชัดเลย…ประทับโมนาลิซ่าไว้ในความทรงจำซักพักก็จำต้องโบกมือลา…จากภาพเขียนผ่านขึ้นบันไดบริเวณห้องโถงใหญ่ อา..นั่นก็คุ้นรูปปั้นผู้หญิงมีปีก เทพีไนกี้ เทพแห่งชัยชนะ  ยิ่งเข้ามาเจอรูปปั้นหินอ่อนวีนัสของไมเคิล แองเจลโล และอีกหลาย ๆ ผลงานแทบไม่เชื่อว่านี่คือฝีมือมนุษย์ เพิ่งรู้ลึกอีกว่าไมเคิล แองเจลโลเป็นเกย์มิน่าถึงปั้นแต่รูปผู้ชายแสดงว่า ดีเอ็นเอผ่าเหล่าของพวกศิลปินเหล่านี้ล้วนมีมาตั้งแต่อดีตกาล…

  IMG_2744

 ตามหาจนเจอแต่..เข้าไม่ถึง

 IMG_2740

 

IMG_2738

IMG_2737

ภาพวาดส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้น

IMG_2735

อย่างที่เคยบอกหญิงงามยุคนั้น ต้องสะโพกผาย เอวหนา และต้องมีหน้าท้อง

IMG_2733

IMG_2731

  วันนี้คนเยอะ

IMG_2730

 เวลาไม่พอ ดูได้นิดเดียว

 IMG_2726

 เทพเจ้าแห่งชัยชนะ

 IMG_2719

 เทพเจ้าวีนัส

 IMG_2718

 รูปนี้ดูดี ๆ จะเห็นคน ๆ เดียวแต่มีทั้งหญิงและชายเปรียบให้เห็นว่าธาตุแท้ของมนุษย์ลึก ๆ แล้วจะมีสองเพศในคนคนเดียวกัน

           ความจริงออกจากลูฟร์ช่วงเย็นเราแวะไป “หอไอเฟล” กันด้วยแต่ขอรวบเอาไว้ตอนเก็บตกทีเดียว ซึ่งจะมีเรื่องราวที่ยังตกค้างหรือเล่าไม่หมดมาเพิ่มให้อ่านกัน เย็นนี้เตรียมตัวพักผ่อนก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องออมแรงเตรียมตัวเป็นเด็ก(อีกหน) กับโปรแกรมทัวร์ดีสนีย์แลนด์ของฝรั่งเศสกะจะไปสัมผัสเครื่องเล่นเสียว(หวาดเสียว) คือ อยู่ ๆ ก็ไปเล่นตกจากลิฟท์ในความสูงของชั้นที่ 13 ซะงั้น อ้าว..ลองดูทดสอบความแข็งแรงของหัวใจ และสุดท้ายกับการช้อปปิ้งในห้างราฟาเยสอันโด่งดัง

IMG_2679

         Bonne nuit…Fais de beaux  reves 

บอนนุย..แฟเดอโบแรฟ

ราตรีสวัสดิ์…นอนหลับฝันดีค่ะ  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Bonjour!!!…ฝรั่งเศส(วันที่ 4)

          เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยความคึกคักกว่าทุกครั้ง ก็จะไม่ให้คึกได้อย่างไรเล่าในเมื่อวันนี้เรากำลังจะเดินทางเข้าสู่มหานครปารีส(กรุณาออกเสียง “แพ้รีสสสส”ให้ดูเริ่ด..!) นครแห่งแฟชั่น  แหล่งช้อปปิ้งที่สาว ๆ หลายล้านคนทั่วโลกฝันถึง รวมทั้งสาว ๆ หลายคนในคณะของเราที่เตรียมพร้อมจะเข้าคิวช้อป louis vuitton, Chanel กันคนละใบสองใบ แต่ที่สำคัญที่สุดพระราชวังแวร์ซายส์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 รอเราอยู่ข้างหน้า

IMG_2934

                                     ประตูชัยสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสนอกเหนือจากหอไอเฟลที่แย่งกันถ่ายชนิดถ้าไม่ต้องการหัวคนต้องเสี่ยงไปยืนถ่ายกลางถนน

          กระเป๋าเดินทางของแต่ละคนถูกขนโดยรถโค้ชไปปารีสก่อนล่วงหน้าเพราะเราจะแยกไปถึงที่นั่นโดยรถไฟหัวกระสุน TGV(2nd Class) Train No.6612 ซึ่งเป็นขบวนใหญ่อันทรงพลังและเร็วที่สุดกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รถไปส่งเราที่สถานีรถไฟที่ดูแล้วเหมือนหัวลำโพงบ้านเรา แต่โห!ขอโทษบริเวณด้านหน้าทางเข้าสถานีสกปรกมาก ก้นบุหรี่เกลื่อนไปหมดซึ่งอันนี้ยอมรับว่าคนฝรั่งเศสสูบบุหรี่กันหนักมากทั้งผู้หญิงผู้ชาย กลิ่นปัสสาวะก็ฉุนแตะจมูกจนเกือบทนไม่ไหว เดินไปไหนก็ไม่อิสระเสรียังคงต้องระวังหลังอยู่ตลอดเวลา รถไฟจะมาถึงเที่ยวเวลา 10.04 น. ว่าไปแล้วได้ขึ้นรถไฟความเร็วสูงยังไม่ถึงกับเป็นสิ่งแปลกใหม่หรือตื่นเต้นเท่าไรนักสำหรับพวกเรา เพราะมันก็คล้าย ๆ  BTS บ้านเราน่ะแหละเพียงแต่มันเร็วกว่าเยอะและอะไรที่ต้องเป็นระบบระเบียบก็ต้องทำตามเขาบ้าง อย่างตอนยืนรอรถจะไปยืนกระจัดกระจายคุยเป็นนกกระจอกแตกรังคงไม่ได้คุณต้องไปยืนเข้าคิวตรงชานชาลาล๊อคที่ 6 เพื่อเวลารถเข้าสถานีมันจะจอดตรงตู้เสบียงหมายเลข 2 ตามตั๋วพอดีเป๊ะ! แล้วพอขึ้นรถได้ก็ใช่ว่าจะจับจองที่นั่งได้ตามใจชอบ ต้องนั่งให้ตรงเลขด้วยค่ะพวกผู้หญิงส่วนใหญ่ได้นั่งเกือบเต็มตู้ 2 มีฝรั่ง(เศส)นั่งบ้างประปราย  แหม!ได้นั่งรถไฟความเร็วสูงเนี่ย! อืมมม!…มันนิ่ง  เงียบ  เร็วแสนสะดวกสบายเสียจริงเพลินจนเกือบงีบแต่กลัวพลาดวิวสวยด้านนอก ฝืนชมวิวทิวทัศน์ผ่านกระจกไปเรื่อย ๆ ซักพักมีความรู้สึกถึงเสียงจ้อกแจ้ก(เกือบสนั่น)จากที่นั่งด้านหน้า อ้อเหล่าสาว ๆ (พวกเรา)นั่นเอง คงเริ่มคุ้นกับบรรยากาศเลยคุยกันออกรส แต่สงสัยหนุ่มฝรั่งเศสนายหนึ่งคงไม่สนุกด้วย นั่นไง! เดินมาบอกพร้อมทำท่าภาษาใบ้ทำนองว่า “พูดเบา ๆ หน่อยคร้าบ its a หนวกหู มั่ก..มาก” นี่ก็คงเป็นวัฒนธรรมของสังคมยุโรปเกี่ยวกับการเคารพสิทธิส่วนบุคคล ดิชั้นก็เม้าท์มันแบบลืมตัวกับเขาเหมือนกันแต่พอเหลือบเห็นลุงฝรั่งแก่ ๆ มองตาเขียวปัดหุบปากแทบไม่ทัน อุบบบ! นั่งเพลินเผลอแป๊บเดียวจากลีญงถึงปารีสระยะทาง 600 กิโลเมตรใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง ขบวนรถไฟก็มาถึงสถานี Gare de lyon ณ กรุงปารีส เมื่อเวลา 12.07 น. เย้..! ถึงปารีสแล้ว อ้าวมีฝนปรอยแฮะ อากาศแบบนี้สายพันธุ์อีสานขนสั้นเกรียนอย่างดิชั้นไม่ชินค่ะ มันหนาวมากกกก(โคตร..!)

DSCN0616

บริเวณหน้าสถานีรถไฟ(เหมือนหัวลำโพงบ้านเรา)

DSCN0617

เดินเล่นรอเวลาไปเห็นป้ายที่มีสัญลักษณ์ประหลาด “อนุญาตให้รถ 4 ล้อหงายท้องได้” 5555  งงแทบตาย..!

DSCN0618

พอเหลือบมาเห็นด้านล่าง อ๋อ ที่สำหรับให้ล๊อคล้อมอเตอร์ไซค์ (มั้ง!?)

2TGV-POS[1]

หน้าตารถไฟความเร็วสูง TGV

DSCN0620

DSCN0621

สภาพบรรยากาศที่นั่งภายในมีโต๊ะกลาง พับได้

DSCN0624

ถึงปารีสแล้ว

          มื้อกลางวันวันนี้เลย late เอาเกือบบ่ายกลางวันนี้ตาลายเลยโซ่ย! เอ๊ยกินกับแบบลืมตาย กินเสร็จเขาบอกว่ามีสวนสาธารณะอยู่แถว ๆ ร้านอาหาร ระหว่างรอรถไปแวร์ซายส์พวกก็คว้าไปเดินสวน เดินย่อยอาหารกันไปถ่ายรูปไปทั้ง ๆ ที่หนาวสั่น… กำหนดการต่อไปคือเดินทางไปชมพระราชแวร์ซายส์ซึ่งมีประวัติอันน่าทึ่งยิ่งใหญ่และมีความสวยงามที่สุดในโลก การเดินทางต้องนั่งรถออกมานอกเมืองประมาณครึ่งชั่วโมง พอรถผ่านถนนทางเข้าสู่บริเวณพระราชวังสองข้างทางเริ่มครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอร่ามส้มเจิดจ้าไปทั่ว แล้วจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกลอย ๆ โดยไม่รู้ตัว โอ..นี่เรากำลังจะเข้าไปอยู่ในประวัติศาสตร์สถานที่ที่เคยเป็นยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระนางมารี อังตัวเน็ต สมัยเจ้าพระยาโกษาปานได้มาเจริญสัมพันธไมตรีจริง ๆ หรือนี่  ผู้นำชมและเล่าประวัติเป็นคนไทย “คุณภาวิณี” ที่ตั้งรกรากและมีครอบครัวอยู่ปารีสมาเกือบ 30 ปี แต่การนำชมคงไม่สามารถชมได้หมดทุกห้องไม่งั้นคงใช้เวลาเป็นวัน เลยเลือกชมเฉพาะห้องที่มีความสำคัญเท่านั้น อย่างห้องอพอลโล  ห้องนโปเลียน  ห้องบรรทมของราชินี  ห้องสงคราม และห้องสันติภาพ ทุกอย่างยังคงอนุรักษ์และรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมเป็นอย่างดี

IMG_2912

IMG_2917

ก่อนเข้าแวร์ซายส์ทานกลางวันเสร็จก็ออกมาเดินเล่นในปาร์คใกล้ลูฟว์(หนาวจริง ๆ)

IMG_2935

IMG_2937

จะเข้าแวร์ซายส์

IMG_2990

IMG_2970

IMG_2962

คุณภาวิณีกำลังเล่าประวัติแต่ละห้องให้ฟัง

IMG_2955

ห้องโถงกระจกที่ทูตสยามเคยเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

IMG_2950

          IMG_2946

 แชนเดอร์เลียของเดิมยังถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี

IMG_2943

IMG_2944

เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็นของเก่าของแท้ยังคงอยู่

          จากการฟังประวัติและซึบซับบรรยากาศภายในทำให้มองเห็นถึงความแตกต่างทางชนชั้นมากมาย คนในล้วนมีแต่ความสุขสบายทุกสิ่งอย่างเสื้อผ้าอาภรณ์ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดา ในขณะที่คนนอกถูกรีดนาทาเร้น อดอยากผจญกับโรคระบาด การใช้ชีวิตของราชวงศ์ชั้นสูงหรือเหล่าขุนนางก็ออกจะประหลาด ใครจะคิดว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งมีความสูงเพียง 160 ซ.ม.พระเกษาสีน้ำตาลอ่อน เสวยพระกระยาหารค่ำตอน 3 ทุ่ม บรรทม 5 ทุ่ม จะไม่ยอมสรงน้ำ ไม่แปรงพระทนต์เพราะเกรงว่าจะติดเชื้อไวรัสซึ่งต่อมาทรงเป็นเหาจนต้องหาวิกมาสวม เวลาปวดหนักเบาจะจัดสถานที่ไว้ในห้องบรรทมนั่นเอง ทรงใส่รองพระบาทแบบมีส้นหรือส้นสูง เวลาจะตื่นก็ต้องทำพิธีตื่นจากบรรทม และเชื่อหรือไม่ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เพราะพระเศียรไปชนกระแทกกับขอบเตียง ส่วนพระนางมารี อังตัวเน็ต(ตอนหลังได้ยินใครก็ไม่รู้พูดแว่วมาจากท้ายรถว่าพระนางมารี อินเตอร์เน็ต เฟสบุ๊ค ดอทคอม เฉย..!) ห้องบรรทม ห้องคลอด ห้องสิ้นพระชนม์ของพระนางเป็นห้องเดียวกัน  

IMG_2982

IMG_2977

ก่อนออกจากพระราชวังเก็บภาพสวนด้านหน้าไว้เป็นที่ระลึก

         เย็นย่ำแล้ว คณะชาวไทยจำต้องเดินออกจากพระราชวังแวร์ซายน์ แต่การจากไปเป็นไปอย่างอ้อยอิ่ง…อ้อยสร้อย…ประทับใจนะแม้จะรู้สึกสะเทือนใจหดหู่บ้างกับบางท่อนบางตอนของประวัติศาสตร์ มื้อค่ำนี้ได้กินอาหารพื้นเมือง และเข้าพักที่โรงแรม Mercure Le Defense 5 พรุ่งนี้มีนัดกันที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส คืนนี้  “Bonne nuit” (บอน นุย)ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

Bonjour!!…ฝรั่งเศส (วันที่ 3)

          วันที่ 3

          : Avignon อวีญง

          มีเวลาให้ฟื้นคืนสภาพอันกระปลกกระเปลี้ยเพียงแค่ชั่วข้ามคืน(คาสิโนทำพิษ) ก็ต้องกระโผลกกระเผลกปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นที่เวลา  5 6 7  เพื่อให้ทัน  6 7 8  นึกในใจว่าอีกหน่อยคงมาไกลกว่านี้ไม่ได้แล้ว สังขารชักไม่เอื้อ…การตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมยามเช้าของแต่ละคน พอย่างเข้าสู่วันที่ 3 เริ่มลงตัว คนหนึ่ง make -up นานก็อาบน้ำก่อนเป็นคนแรกเสร็จแล้วให้คน(ขอโทษค่ะ)ขรี้นานแต่งหน้าน้อยแต่งตัวเร็วเข้าต่อ พอคนที่ make -up นานโบ๊ะเสร็จคนขรี้นานก็เสร็จพอดี..ช่างลงตัว  อะไรเช่นนี้….555

          : พระราชวังสันตะปาปาแห่งอวีญง

           วันนี้จะนำท่านสู่เมืองอวีญง(Avignon) เมืองเก่าในยุคกลางที่ยังคงความงดงามและคลาสสิคที่สุดจนได้รับการขนานนามว่า The Jewels of the Southern Rhone เมืองอดีตที่เป็นที่พำนักของพระสันตะปาปาแคลม้องท์ที่ 5 ซึ่งทรงหนีความวุ่นวายทางการเมืองในกรุงโรมและทรงสร้างวังแห่งพระสันตะปาปาของพระองค์ Palais des Papes (ปาเล่ส์เดส์ปาปส์) แห่งนี้ขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1309 ถึง 1377  พระราชวังเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบกอธิค…เดินทางสู่อวีญงใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ฤดูกาลนี้มองสองข้างทางใบไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม แดง สลับกับทุ่งโล่งและไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตา มองไกล ๆ เห็นเทือกเขาแอลป์ด้วยแต่ถ่ายไม่ชัด นี่ ขนาดพกกล้องมา 2 ตัวแต่มีอันเป็นไปเจอหนาวไม่ได้น๊อคเลยอาศัยกล้องคนอื่น ดังนั้น ภาพวิวทิวทัศน์แบบเน้น ๆ อาจไม่ค่อยได้..เซ็ง..

DSCN0600

DSCN0598

ทัศนียภาพระหว่างทาง

IMG_2567

เทือกเขาแอลป์เห็นไกลอยู่ลิบ ๆ

IMG_2582

เริ่มผ่านแม่น้ำโรน

IMG_2587

IMG_2585

เข้ามาในเมืองขณะรถติดเห็นคนใส่เสื้อสีฟ้าน่าจะเป็นมูลนิธิอะไรซักอย่างเดินเรี่ยไรเงินบริจาคจากคนขับ

IMG_2588

IMG_2593

ผ่านกำแพงเมือง

ใกล้เที่ยงรถพาเราเข้าเมืองมาถึงริมแม่น้ำโรน(Rhone)(ไม่ใช่ ล.ลิง)  ผ่านกำแพงเมืองเป็นระยะ ๆ กำแพงยังสมบูรณ์อยู่มาก อา..เห็นสะพานเซนต์ เบเนเซ็ตตั้งอยู่บริเวณทางเข้าพระราชวังแล้ว สะพานนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโรนที่สร้างด้วยหินมาตั้งแต่สมัยโรมันและมีเพียงสะพานเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ปัจจุบันถูกทำลายไปบางส่วนเหลือให้เห็นอยู่เพียงครึ่งเดียว จุดนี้ถือเป็น land mark ของเมืองอวีญงที่ทุกคนต้องไปถ่ายรูป

IMG_2594

สะพานเซนต์ เบเนเซ็ต

          ก่อนจะเดินชมพระราชวังของพระสันตะปาปา ได้เวลาอาหารแต่เราต้องเดินเข้าไปที่ร้านอาหารซึ่งอยู่ด้านในและเดินไปก็ต้องคอยเลื่อนกระเป๋าสะพายมาไว้ด้านหน้าเพราะเขาให้ระวังพวกฉกชิงวิ่งราว ล้วงกระเป๋า คนนำทางบอกว่าฝรั่งเศสมีพวกนี้เยอะและทำเป็นทีมเวิร์ค พวกนี้จะทำทีวิ่งมากระแทกให้เหยื่อเซอีกคนแกล้งมาช่วยปรากฎว่ากระเป๋าหายไปแล้ว โจรพวกนี้ก็มีทั้งมืออาชีพกับมือสมัครเล่น พวกมืออาชีพก็จะเนียนกรีดล้วงทรัพย์สินหายไปโดยไม่รู้ตัวแบบสบาย ๆ พวกมือสมัครเล่นก็สมัครเล่นสมชื่อแต่ท่านอาจเสี่ยงชีวิตหน่อยเพราะเกิดเจอพวกกรีดกระเป๋ากางเกงแล้วกรีดพลาดจะพาลได้เลือดแล้วเสียเวลาพาท่านไปเย็บตู๊ดส์!ได้ ดังนััน บรรยากาศการเดินชมวังของพวกเราก็เลยเป็นแบบเลิ่ก ๆ ลั่ก ๆ เดี๋ยวหันหน้าหันหลังเพราะมัวแต่คอยระวังป้องกันก้นตัวเอง(กลัวพวกมือสมัครเล่น) นึกอีกทีจะระแวงกันไปทำไม..ก็ไอ้ที่เดินกันอยู่ข้างหน้าข้างหลังน่ะมันพวกเดียวกันแท้ ๆ (อย่างฮา!)

IMG_2596

IMG_2595

หน้าทางเข้า

IMG_2597

IMG_2603

กำลังเดินไปร้านอาหาร

           กว่าจะถึงร้านอาหารก็เล่นเอาเวียนหัวเพราะทางเข้าลึกลับซับซ้อน มิน่าเขาถึงไม่ให้เดินคนเดียวให้เดินเกาะกลุ่มไม่งั้นอาจหลงทางได้ มื้อนี้ทุกคนหิวจัดพอถึงร้านอาหารขอข้าวเปล่าก่อนอันดับแรกได้น้ำพริกแจ่วกับน้ำพริกมะขามของทีมงานมาคลุกข้าวร้อน ๆ โอย..ขอบอกว่าแค่นี้ก็โคตรอร่อย เอนจอยกับมื้อกลางวันกันจนอิ่มหมีพีมัน ก่อนกลับเจอคนงานที่เป็นลูกจ้างคนเวียตนามที่นี่เธออยู่สิงห์บุรีและถามหาคนบ้านเดียวกันว่าคณะนี้มีใครเป็นคนสิงห์บุรีบ้าง แม้จะไม่มีแต่พอรู้ว่าเป็นคนไทยได้คุยกันดูเธอก็มีความสุขที่ได้เจอมิใช่น้อย ร่ำลากันต่อไปนี้ก็เป็นเวลาออกเดินตามหาพระราชวังเสียที เดินย้อนออกมาแบบคดเคี้ยวเลี้ยวลดที่ยังไงก็จำทางเก่าไม่ได้อาศัยแหงนมองยอดปราสาทราชวังเอา…

IMG_2608

ถึงแล้วค่ะร้านอาหารจีน

 IMG_2610

กินข้าวกลางวันเสร็จแล้วเลยออกมาถ่ายรูปซักหน่อย

IMG_2617

ความที่วิญญาณท้องถิ่นมันสิงสถิตย์อยู่ในร่างอดไม่ได้ที่จะถ่ายทอดความเป็นอยู่อาศัยของเขาให้เห็นไม่ได้อย่างกระถางต้นไม้ริมหน้าต่างเพียงแต่อ๊อคฐานรับน้ำหนักให้มั่นคงแข็งแรงก็ทำให้ดูดีได้

IMG_2618

IMG_2621

ฝาท่อระบายน้ำหรือฝาท่อระบบสาธารณูปโภคของเขาก็ออกแบบกลมกลืนกับวัสดุข้างเคียง

IMG_2620

ทางเดินที่เลียนแบบวัสดุโบราณเคยทำที่บ้านเราปรากฎว่าใช้ผิดวัตถุประสงค์พังซะแล้ว

          นั่นไง! ยอดแหลมสวย สง่าแทบจะหาส่วนสึกหรอไม่เจอ เดิมวังของพระสังฆราชแห่งอาวีญงนี้การก่อสร้างแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเรียกว่า “วังเก่า” (Palais Vieux) และช่วงที่สองเรียกว่า “วังใหม่” (Palais Neuf) เมื่อสร้างเสร็จเนื้อที่ของวังก็ขยายขึ้นเป็น 11,000 ตาราเมตร การก่อสร้างใช้งบประมาณไปเป็นจำนวนมหาศาลที่มาจากเงินรายได้ส่วนใหญ่ของพระสันตะปาปาในช่วงนั้น ปัจจุบันวังส่วนใหญ่นอกจากเปิดให้ประชาชนเข้าชมยังใช้เป็นสถานที่ในการประชุมสัมมาและเก็บเอกสารสำคัญของฝรั่งเศส

 IMG_2629

IMG_2630

IMG_2632

IMG_2640

เหลือตัวจิ๋วนิดเดียว

IMG_2626

IMG_2628

อีกอาชีพหนึ่ง ขากลับเดินผ่านสวนสนุกและนักบุญตัวแข็งเวลาใส่เหรียญเงินแล้วถึงจะขยับตัว

IMG_2627

          ชมพระราชวังแล้วยิ่งใหญ่สมกับที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ถ่ายรูปแบบเวลาน้อย(อีกและ) เนื่องจากมีวิหารที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งรอเราอยู่

           : lyon ลียง

          บ่าย 2 แก่ ๆ รถเคลื่อนตัวสู่เมืองลียงเมืองเก่าแก่ก่อนสมัยคริสตกาลอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโรน(Rhone) และโซน(Soane) เปรียบไปแล้วเหมือนเป็นเมืองที่เปิดสู่ภาคใต้ เมืองนี้มีชื่อเสียงด้านอาหารการกินและเป็นศูนย์กลางของการผลิตผ้าไหมของยุโรปแต่ที่ไปไม่เห็นผ้าไหมและไม่ได้เข้าไปในภัตตาคารชั้นเยี่ยมของเขา เพราะเป้าหมายที่พุ่งชนคือ บาสิลิสก์ นอเตรอดาม เดอ ฟูร์วิแยร์ สัญลักษณ์ของเมืองลียง มาถึงก็เกือบจะหมดแสงแต่ก็ยังพอเหลือบรรยากาศแสงแบบหนาว ๆ เหงา ๆ ให้เราได้ถ่ายรูปกัน..บาสิลิสก์ นอเตรอดาม เดอ ฟูร์วิแยร์ เป็นวิหารที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดยเลียนแบบสถาปัตยกรรมสมัยไบเซนไทน์ ตั้งอยู่บนเนินเขาคล้ายกับวิหารพระหฤทัยในปารีส ภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสค เมื่อมองลงมาจะเห็นตัวเมืองที่ตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ ผู้คนรุมซึมซับบรรยากาศกันยกใหญ่ ขอบอกว่ามันเป็นเมืองที่เหมาะกับคู่รักมาฮันนีมูนที่สุดเลย

IMG_2657

IMG_2658

ผ่านแม่น้ำโซน

IMG_2660

IMG_2659

บาสิลิสก์ นอเตรอดาม เดอ ฟูร์วิแยร์

IMG_2661

 IMG_2662

IMG_2663

กับทิวทัศน์ตามทางที่จะเดินไปชมวิว

IMG_2665

 IMG_2664

จุดชมวิวจะเห็นตัวเมืองที่ตั้งบนสองฝั่งแม่น้ำ

IMG_2667 

อีกด้านของ นอเตรอดาม

          ลงรถก็รีบแยกย้ายกันถ่ายรูปแทบไม่ได้รวมกลุ่มกันและกว่าจะได้ขึ้นรถเข้าเมืองเพื่อไปทานมื้อเย็นก็เล่นเอาค่ำมืด จึงเป็นทริปที่ค่อนข้างใช้เวลาในการเดินทางและโหดอีกวันหนึ่ง คืนนี้เข้าพักที่โรงแรม Mercure Lyon Lumiere ลากกระเป๋าเข้าห้องแล้วไม่ต้องรื้อของออกเพราะรุ่งขึ้นต้องนั่งรถไฟหัวกระสุนเข้ากรุงปารีสซะที บาย…

           IMG_2675

 ค่ำแล้ว ลียง

Bonjour!!…ฝรั่งเศส (วันที่ 2)

          วันที่ 2

          :  NICE  (นีซ)

          คืนก่อนทีมงานให้โค้ทตื่นวันรุ่งขึ้นที่เวลา  6  7  8  ซึ่งสำหรับดิชั้นต้องเช้าหรือเร็วกว่านั้น 1 ชั่วโมง คือ 5  6  7  นั่นเพราะแก่แล้วหลายสิ่งต้องใช้เวลานานกว่าคนหนุ่มคนสาว การเผื่อเวลาเลยทำให้เหล่าป้า ๆ ทำเวลาได้เป๊ะไม่ต้องให้ตาม ไม่ต้องให้ใครรอ วันนี้สวมกระโปรงให้ดูเป็นการเป็นงานเพราะต้องเข้าไปดูงานศูนย์การเรียนรู้ของเขาที่  Maison de l’Environnement  และเดินทางต่อไปยัง มอนติคาร์โล เข้าไปดูพระราชวังของราชวงศ์โมนาโคและมหาวิหารที่เก็บพระศพของเจ้าหญิงเกรซ  รวมทั้งคาสิโนและแน่นอนสถานที่เหล่านี้โดยเฉพาะคาสิโนต้องสวมกระโปรง ผู้ชายต้องใส่สูท

เช้านี้คอชิมชวนเที่ยวอย่างเราอยากรู้ที่สุดว่าอาหารมื้อแรกของโรงแรมนี้หน้าตาเป็นอย่างไร อ้า..อาหารเช้าหลักคือ ขนมปังชนิดต่าง ๆ อย่างครัวซองต์ พูดถึงครัวซองต์ขอบอกว่าที่นี่อร่อยมว้ากกก!ที่สุดในสามโลกคือ เนื้อสัมผัสเหมือนพายผสมขนมปัง กรอบนอกนุ่มใน มีขนมปังกระโหลกกลม ๆ ขนมปังแท่งยาว ๆ แข็ง ๆ เคียงคู่กับชีสสารพัดแบบทั้งแบบกลม แท่ง แผ่น จะเอาแบบมีราขาว ๆ ข้างบนหรือห่อหุ้มด้วยพลาสติกก็ได้  ชีสที่ว่าเหม็นก็ยังอร่อย  คนไม่กินชีสจำใจต้องกินก็คราวนี้

ความสุขของเพื่อนฉัน คนชอบชีสสสส….

ที่ขาดไม่ได้คือ เซลามี่ แฮม(ที่แผ่นใหญ่มาก ๆ) เบคอน(ทอดแบบเกรียม ๆ) ไส้กรอก(เนื้อแน่น ๆ) แต่ไข่กวนของเขามันกวนจนนัวจริง ๆ เลยค่ะ แถมใส่ชีสด้วยมันออกแหยะ ๆ เละ ๆ มีกลิ่นชีสแทรก ดิชั้นไม่ชอบเลย ดีนะที่มีไข่ต้มเป็นตัวเลือก อีกด้านหนึ่งมีชามโยเกิร์ตแบบ home made ทำเองรสธรรมชาติชามเบ้อเร่อตั้งคู่กับฟรุ๊ตสลัดแค่แลดูก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพดีขึ้นเป็นกองโดยอัตโนมัติ 555  อันนี้ดิชั้นชอบเพราะมันไม่มีน้ำตาลและรสชาติออกข้น มัน ใครไม่ชอบแบบธรรมชาติก็มีแบบกล่องที่ผสมเนื้อผลไม้คล้าย ๆ ยี่ห้อ Activia เรียงไว้เป็นกระตักให้อีกด้วย ที่นี่ช่วงนี้ไม่มีสลัดผัก  ส่วนผลไม้สดเป็นแอ๊ปเปิ้ล ลูกแพร์ กีวี (ผลไม้พื้นเมือง) หรือกล้วยหอมแต่ไม่ทุกวัน คงหายาก  โรงแรมจะเสริมลูกพรุนเชื่อมกับผลแอปริคอทแห้งไว้บางจุดซึ่งอร่อยดี เครื่องดื่มเป็นน้ำผลไม้มีทั้งส้มซันควิกกับส้มเกรฟฟรุ๊ตแบบใส่โถหรือจะคั้นเองก็ได้ ชา กาแฟ นมสดร้อน ๆ ใส่กาให้ทุกวัน อาหารเช้าแบบนี้จะมีบริการเหมือนกันแทบทุกโรงแรม

       

 โยเกิร์ต home madeกับฟรุ๊ตสลัด

 

: Maison de l’Environnement (บ้านการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม)

          พูดถึง Maison de l’Environnement หรือบ้านการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หรือถ้าเป็นบ้านเราก็คือ ศูนย์การเรียนรู้(เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง) คณะเราได้รับการต้อนรับจับมือ  Bonjour, ทั้ง monsieur รองนายกเทศมนตรีของเมือง และ madame เจ้าหน้าที่คุณแม่รี่ ทักทายกันเป็นภาษาฝรั่งเศส  Commnet allez-vous? อย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง  จากการฟังบรรยายสรุปทราบว่า บ้านนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 ภายใต้การบริหารจัดการของคุณ Christian Estrosi ตำแหน่ง Ministre charge’ de l’lndustrie  Maire de Nice  Pre’sident de Nice Cote d’Azur

                                               

 

ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์และรักษาสภาพแวดล้อม โดยเน้นเป้าหมายให้ความสำคัญไปที่เด็ก ๆ ในฐานะอนาคตของนีซ ซึ่งเด็ก ๆ จะต้องเรียนรู้ในการเตรียมตัวเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบัน พวกเขาต้องรู้ว่าโลกทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แผ่นดินไหว น้ำท่วมเกิดจากอะไร หรือทำไมต้องทำชีสในเดือนมกราคม พร้อมเสริมกิจกรรมภาคปฏิบัติต่าง ๆ เช่น ขั้นตอนการทำน้ำผึ้ง การอนุรักษ์ผึ้ง การทำขนมปัง เค้ก การปลูกพืชผักสวนครัวจำพวกผักตามฤดูกาล เช่น มะเขือเทศ มีการรณรงค์ใช้สารเคมีให้น้อยที่สุดด้วยวิธี “ชีวภาพ” หรืออาศัยแมลงในการกำจัดศัตรูพืช โดยใช้อาคารบ้านเรียนรู้หลังนี้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการ แหล่งข้อมูลข่าวสาร เป็นศูนย์รวมสำหรับพบปะพูดคุยกัน ซึ่งทุกคืนวันศุกร์ประชาชนและผู้ปกครองในพื้นที่รวมทั้งอาสาสมัครต่าง ๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันจะมารวมตัวกัน

 ฟังบรรยายสรุป

 

                                                                   

ชั้นบนทำเป็นห้องนิทรรศการและแสดงวิธีการเลี้ยงผึ้งซึ่งที่นี่จะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผึ้งอย่างมาก

ภาพกิจกรรมของเด็ก ๆ ที่ผ่านมา

                                                                    

ช่วงฤดูร้อนเด็ก ๆ จะสนุกกับกิจกรรมทำขนมปัง home made

 

 

กำลังเรียนรู้กับการทำน้ำมันหอมระเหยของพืชสมุนไพร

              

 

 

รู้จักการปลูกพืชผักสวนครัว

รูปประกอบบางส่วนโหลดจากเว็ปไซต์ www.nice.fr

 มีแนวทางปฏิบัติกันว่าวันพุธจะเป็นวันหยุดให้เด็ก ๆ มาทำกิจกรรมสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ทั้งนี้ ภายใน 1 ปีจะมีกิจกรรมทั้งหมด 4 ครั้ง มีคำถามว่าในการพูดคุยกันทุกวันศุกร์หากกลุ่มมีปัญหาจะนำปัญหานี้ไปนำเสนอหน่วยงานใด และมีวิธีจัดการกับปัญหาอย่างไร พอเขาได้ยินคำถามก็ทำท่างง ๆ แต่พอเราได้รับคำตอบก็เป็นที่น่าชื่นชมมากจนอดเปรียบเทียบกับชุมชนบ้านเราไม่ได้เนื่องจากของเขามีอาสาสมัครที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ร่วมด้วยทุกครั้ง ชุมชนจึงแทบจะไม่ม่ีปัญหาอะไรเลย แต่จะ advanced คุยกันถึงขั้นทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีกในเชิงบวก แล้วจะมีคนระดับผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตลอด(อย่าถามถึงค่าตอบแทนที่มานี้อาสาสมัครมาทั้งสิ้น)  

 วันนี้วันพุธผู้ปกครองพาเด็กเล็ก ๆ มาทำกิจกรรมพอดี

 ชอบวิธีการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมของเขาอีกอย่างหนึ่งคือ ให้ส่งแนวคิดหรือวิสัยทัศน์ถึงวิธีการจัดการหรือรักษาสิ่งแวดล้อมมายังบ้านฯ หากแนวความคิดไหนได้รับความสนใจก็จะได้รับเลือกจากศาลาว่าการฯ (เทศบาลเราน่าจะสอดแทรกวิธีการนี้บ้างท่าจะดี)  อย่างไรก็ตามถ้าเขามีปัญหาที่เป็นหัวข้อสำคัญเขาก็จะนำขึ้นสู่ศาลาว่าการฯ หรือ worldwide ไปแก้กันในระดับ ริโอ เดอจาเนโร กันเลยทีเดียว เฮ้อ..! เป็นบ้านเราก็แก้กันเองต่อไปนะคะ

           : การจัดการขยะ

          เมืองนีซ มีจำนวนประชากรประมาณ 400,000 คน มีปริมาณขยะจำนวนประมาณ 800 ตัน/ปี กำจัดขยะโดยวิธีเผาที่เหลือฝังกลบเนื่องจากคนของเขาแยกขยะกันมาแล้วตั้งแต่ในบ้าน เหล่าบรรดาขยะอินทรีย์ก็คล้ายบ้านเราคือ แยกไปทำปุ๋ย ทุกวันพุธจะเป็นวันรวบรวมขยะ ถังขยะจะแยกตามสี สีฟ้าใช้ใส่ขยะจำพวกกระดาษ  สีเขียวจำพวกแก้ว ผ่านไปทั่วเมืองมองไม่เห็นถังขยะแบบบ้านเราที่ชอบตั้งไว้ตามหน้าบ้าน หรือจุดใดจุดหนึ่งในตรอกซอยเหมือนจุดรวมขยะ แต่จะเป็นถังใหญ่อ้วน ๆ สีเขียว มีช่องสำหรับให้หย่อนขยะลงไป กับถุงพลาสติกที่รัดไว้กับเสาโครงเหล็กเท่านั้น แต่ถ้าจะถามว่าเมืองเขาสะอาดไหม ตอบว่าไม่ เพราะยังมองเห็นใบไม้เกลื่อนเมือง กับอึน้องหมาหลง ๆ อยู่

หน้าตาถังขยะบ้านเขาค่ะ แต่เสียว! เวลาเอามือแหย่เข้าไปมันต้องสกปรกแน่เลย…ยี้! แต่รับรองว่าไม่หกแน่นอน

        

ที่รองรับขยะอีกแบบเขาใช้ถุงรัดกับเสาโครงเหล็กถึงเวลาก็เก็บรวบ แต่คงใช้กับบ้านเราไม่ได้เพราะคงจะใส่กันสารพัดขยะ ตัวมันคงขาดหลุดลุ่ยเป็นขยะเสียเอง

          ก่อนออกจากบ้านเรียนรู้ คณะได้มอบของที่ระลึกกล่าวคำ merci , merci beaucoup (แมคซี่ แมคซี่ โบกู้) ขอบคุณเจ้าของบ้านกันยกใหญ่ และคงจะได้ติดต่อประสานงานกันทางอินเตอร์เน็ทกันต่อไป

            : ชมเมือง

          ออกจากบ้านเรียนรู้รถโค้ชก็นำคณะของเราก็ลัดเลาะไปตามถนนสายพรอมเมอนาร์ด เดส์ ซองเกร (Promonade Des Anglais) ที่ทอดขนานไปกับชายฝั่งริเวียร่า ว้าววว…”ริเวียร่า” และแล้วเราก็มาพบกัน…ถ้าจะเปรียบเทียบถึงความงามระหว่างชายฝั่งยุโรปกับเอเชีย(เอาบ้านเราก็แล้วกัน) ชายฝั่งทางยุโรปจะมีความลึกลับเยือกเย็นมากกว่าแต่บอกตรง ๆ บ้านเราสวย สดใสเจิดจ้ากว่า ของเขามีแต่โขดหิน หน้าผาแข็ง ๆ กับน้ำทะเลสีครามเข้มจนเกือบดำ เรียกว่าถ้าจะเหมาะก็เหมาะสำหรับนั่งชมคลื่นซัดยามพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกกับนกนางนวลตัวยักษ์บินโฉบไปโฉบมา  แต่ความที่มาเห็นเป็นครั้งแรก..ก็เล่นเอาตื่นตาตื่นใจมิใช่น้อย หันมาอีกด้านของชายฝั่งริเวียร่าจะพบกับตึกรามร้านค้าที่ต้องเรียกว่า  มหึมา มโหฬารมาก ๆ ยังคิดว่าเขาลงทุนสร้างตึกใหญ่ขนาดนี้เป็นโรงแรม ร้านค้า เชียวหรือ!? ตอนหลังถึงรู้ว่าอาคารเหล่านี้เดิมเป็นคฤหาส์นและบ้านตากอากาศของคหบดีชาวอังกฤษ ตอนหลังเลยกลายเป็นที่พัก ร้านค้า โรงแรม เนื่องจากอากาศแถบนี้อบอุ่นมีแสงแดดมาก ผู้คนจึงนิยมมานอนให้แดดเผาจนตัวแดงซึ่งเป็นค่านิยมของชาวเมืองนีซ

หลาย ๆ มุมของ “ริเวียร่า”

โรงแรมหน้าชายฝั่ง

          : ชมตลาด

          สาย ๆ วันนี้มีโปรแกรมให้เดินตลาดในเมือง เย่..! อันนี้ของชอบวิญญาณแม่บ้านเข้าสิงทันที รถมาจอดริมถนนหน้าชายฝั่งบรรยากาศคล้าย ๆ จอดแถวพัทยาใต้ หรือบางแสนบ้านเรานั่นแหละแล้วต้องข้ามถนนเดินเลาะไปตามซอกตึก โฮ่..ไกลน่าดู ระหว่างทางก็ผ่านร้านขายผ้าพันคอ ผ้าปูโต๊ะ เสื้อยืด หมวก ละลานตาไปหมด นั่นไง! เห็นตลาดแล้ว  เออ คนโล่งดีแฮะ เดินสบาย ๆ เห็นมีคนหน้าตาเอเชีย ๆ เหมือนเราน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีนมากกว่าซึ่งเดี๋ยวนี้จีนตีตลาดไปหมดทุกวงการ แม่ค้าไม่ร้องเชิญชวนเหมือนบ้านเราแต่แค่เห็นสินค้าแม่บ้านอย่างเราก็กรี๊ด..! จนต้องเดินเข้าไปหาเอง ก็แหม ของชอบทั้งนั้นอย่างผักมะเขือเทศก็หน้าตาแปลก ๆ ผักที่หน้าเหมือนกระเทียมโทนแต่หัวโตเท่าหอมหัวใหญ่ก็มี ผ่านแผงดอกไม้มีทั้งกุหลาบ ลิลลี่ ดอกไม้ฝรั่งสารพัด(ไม่รู้จักชื่อ) มีทั้งขายเป็นกำหรือเดี่ยว หรือแบบจัดช่อ ๆ ละประมาณ 100 กว่ายูโรอันนี้แพง(เกิน)  ชมมาเรื่อย ๆ จนถึงแผงขายผลไม้สด โอย…องุ่นสีเขียวอ่อน ๆ ลูกกลม ๆ อ้วน ๆ เนื้อแน่น ๆ จัดวางเป็นกองใหญ่ชิมดูแล้วหวานมาก  กองถัดมาคือผลไม้ตระกูลเบอรี่ : สตอเบอรี่(เป็นสตอเบอรี่ที่หวานหอมมากตั้งแต่เคยกินมา) บลูเบอรี่ ราสเบอรี่ แบล็กเบอรี่ ว่าไปแล้วจะรอช้าอยู่ไยบอกแม่ค้าไปคำเดียว “need all berry” (อย่าตกใจซื้อแค่อย่างละกระทง ฮี่..!) ตกกระทงละประมาณ 5 ยูโร หมดเงินไปแค่ 800 กว่าบาทยังไม่ถึงพันเลย แบ่งทานกันยังเหลือถึงมื้อเช้าที่โรงแรมอีกมื้อ(ไว้กินกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ซึ่งขอบอกว่า work มากกก)  อิ๊..อ๊ะ..วันนี้มีความสุขจัง

 

บรรยากาศตลาดยามเช้า

รื่นเริงตะหลอด..

แผงดอกไม้ มีพวกปาล์มเล็ก แคคตัสด้วย 

น่าผัดน้ำมันหอยชะมัดยาด..!

 

เจอมะเขือเทศหน้าตาประหลาด!

แผงผลไม้แห้ง น่ากิ๊น น่ากินค่ะ

 

โอย…ใจจะขาดดดดแล้วเอยยยย…

555 mini banana (สมชื่อแท้)

ราสเบอรี่ สตอเบอรี่ขอบอกว่า อร่อยมาก มว้ากกก

ขากลับเดินมาถ่ายรูปบริเวณวงเวียนรูปปั้นน้ำพุของเมืองไว้เป็นที่ระลึก

ประหยัดพลังงานกันสุดฤทธิ์ จักรยานหยอดเหรียญซึ่งมีเต็มเมือง ชอบมาก

          : มอนติคาร์โล

          มาฝรั่งเศสต้องหัดพูดภาษาฝรั่งเศสง่าย ๆ ไว้บ้างก็ดีนะคะ อย่างคำว่า merci(แมคซี่) ขอบคุณนี่ใช้บ่อยที่สุด หรือคำว่า pardon (ปาร์ดง) คือ ขอโทษ   ce n’est rien (เซอ เน เรียง)ไม่เป็นไร    Au revoir (โอ เลีย วัว) ลาก่อน แต่ยอมรับล่ะค่ะว่าพูดยากมาก มีอีกอย่างที่ไม่ค่อย happy คือ สังคมวัฒนธรรมการรักษาสิทธิของเขาทำให้เราอึดอัด อย่างเช่น เรื่องของการถ่ายรูปนึกอยากจะถ่ายเรื่อยเปื่อยมันทุกอย่างก็ไม่ได้ สถานที่บางแห่งก็ไม่ให้ถ่าย พ่อแม่จูงลูกจูงหลานเห็นหน้าตาน่ารักไปถ่ายรูปนี่ไม่ได้เลยต้องขออนุญาตเขาก่อน ไปจับหัวลูกเขานี่ต้องระวัง ขึ้นรถลงเรือเป็นกลุ่มเผลอแหกปาก(พูด)เสียงดังมันเดินมาจุ๊ ๆ ให้เราเงียบเสียงหน้าตาเฉยทำเหมือนเราไม่มีมารยาท ฮึ..!อย่าไปบ้านฉันบ้างก็แล้วกัน

          หลังเดินตลาดกินมื้อกลางวันเสร็จเป้าหมายการเดินทางต่อไปคือ “เมืองมอนติคาร์โล” เมืองหลวงของรัฐอิสระโมนาโคซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศฝรั่งเศส เมืองเล็ก ๆ ที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดประชาชนไม่ต้องเสียภาษี เมื่อพูดถึงโมนาโคทำให้นึกถึง “เจ้าหญิงเกรซ” ซึ่งเปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งโมนาโคที่ชีวิตรักหวานซึ้งของพระองค์ประดุจดั่งเทพนิยาย เสียดายที่ทรงมีพระชนม์ชีพเพียง 50 กว่าชันษาเนื่องจากทรงประสบอุบัติเหตุจากรถยนต์ตกเขา อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเราจะได้เข้าไปชมมหาวิหารที่เก็บพระศพของพระองค์และของเจ้าชายเรนิเย่ ที่ 3  ระหว่างทางมองเห็นท่าจอดเรือยอชท์ของเล่นบรรดามหาเศรษฐีจากทั่วทุกมุมโลกนั่นเอง

ถึงมอนติคาร์โลแล้วเห็นท่าจอดเรือยอช์ทของมหาเศรษฐีจากทั่วทุกมุมโลกอยู่ด้านหลัง

ที่ผังพระศพของเจ้าชายเรนิเย่ ที่ 3 และเจ้าหญิงเกรซ

คงเจอมนุษย์บ่อย ยืนให้ถ่ายเฉย..

หนาวแต่ก็กินไอติมอร่อย คนขายพูดไทยได้ด้วย แสดงว่าอะไร…..

          : คาสิโน

          เขาบอกว่ามามอนติคาร์โลต้องเข้าไปชมคาสิโนสแควร์ให้เห็นเป็นประสบการณ์เพราะยังไงก็เล่นกับเขาไม่เป็น เคยเห็นแต่ในภาพยนตร์เจมส์บอนด์(มั้ง!?) เอ แต่ล่าสุดหน้าคาสิโนอยู่ในฉากเรื่อง Iron man หรือไงนี่แหละ ทีนี้เนื่องจากคณะจากประเทศไทยชุดนี้นั่งรถโดยสารมาค่ะไม่มีรถหรูอย่าง จากัวร์ เฟอร์รารี่ โรลรอยส์ มาสแตง ฯลฯ ที่สามารถขับขึ้นไปจอดบนสแควร์มีพนักงานเปิดประตูแล้วย่างเท้าเข้าห้องเหยียบพรมแดงเข้าไปได้เลย ดังนั้น รถโดยสารต้องไปจอดยังที่จอดซึ่งไกลมากกกก ผู้บริหารแก่ ๆ จึงต้องหอบร่างเดินข้ามถนนวิ่งไปวิ่งมาขึ้นบันไดอีกหลายขั้น พอไปถึงด้านบนเห็นรถหรูที่ว่าจอดอยู่เพียบ..! นี่คือการใช้เวลาว่างของมหาเศรษฐีอีกเช่นกัน เอาล่ะวันนี้ลองเข้าไปดูข้างในว่ามันเหมือนในหนังหรือไม่ ทำท่าทางให้เหมือนนักเล่นเข้าไว้ พนักงานเฝ้าประตูจะได้ไม่ทัก ที่นี่เขาห้ามถ่ายรูปถ้ามีกล้องต้องฝากไว้ เราก็มีแต่ทำเหมือนไม่มีเดินเข้าไปหน้าตาเฉยก็เลยไม่ต้องฝาก เข้าไปถึงด้านใน ว้าว! ยังกะแวร์ซายน์ห้องแรกมีโต๊ะพร้อมพนักงานกำลังแจกไพ่และคนเล่นอยู่ก่อนแล้วประมาณ 4-5 โต๊ะ ถัดจากห้องนี้น่าจะมีอีกหลายห้องแต่เขาไม่ให้เดินเข้าไป ดิชั้นก็เลยไม่รู้จะไปไหนบรรยากาศดูเงียบ ๆ น่าเบื่อ เลยวนไปวนมาเข้าไปยืนดูเขาแจกไพ่ ไม่รู้เรื่องกะเขาหรอกว่าเล่นยังไง ตอนนี้พรรคพวกฝ่ายชายลองเสี่ยงโชคก็เลยไปยืนดูให้กำลังใจอยู่ข้างหลัง จนจับวิธีเล่นได้ว่ามันคล้ายเล่นไพ่ยี่เอ็ด เรียกว่าถ้าหงายไพ่ใครแล้วแต้มรวมสูงสุดไม่เกิน 21 ชนะได้ชิพไปแต่จริง ๆ มันคงมีเทคนิคมากกว่านั้น อา มีคนเล่นได้ด้วย ใช้เวลาอยู่ข้างในประมาณ 45 นาที ขากลับเดินกลับแต่เป็นขาลง ขั้นบันไดก็เยอะ ใช่ค่ะสะดุดขอบเกือบหัวคะมำ..เจ็บจริง ๆ เพื่อนอีกคนเดินตามหลังก็เกิดเป็นตะคริวต้องหิ้วปีกกันคนละข้าง กว่าจะถึงรถ  โอย…คืนนี้สาหัสมาก ตื่นสายอย่าว่าป้านะ

Bonjour!!…ฝรั่งเศส

          วันที่ 1    

          : จัดเต็ม

          ปีนี้หน่วยงานที่สังกัดได้จัดทำโครงการศึกษาดูงานต่างประเทศไกลถึงยุโรป ประเทศฝรั่งเศส(ตอนใต้)  โดยตั้งใจให้ผู้บริหารและข้าราชการได้เปิดหูเปิดตาเห็นความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ย้อนดูร่องรอยอารยธรรมของแต่ละยุคสมัยเพื่อจะหาคำตอบว่าเหตุใดบ้านเมืองเขายังคงรักษาความเป็นอัตลักษณ์มาได้จนถึงทุกวันนี้โดยไม่ถูกกระแสโลกาภิวัตรกลบกลืนไป…ความพิเศษของเมืองทั้งในแง่ของผังเมือง สภาพแวดล้อม และธรรมชาติที่เป็นต้นทุนอยู่เดิมซึ่งเราก็เป็นหนึ่งที่มาเยือน โดยใช้เวลา 8 วัน 6คืน ระหว่างวันที่ 15-22 พฤศจิกายน  2555 ท่ามกลางฤดูใบไม้เปลี่ยนสี..และคืนวันอันหนาวเหน็บ..

          ก่อนเดินทาง 2 สัปดาห์ สงสัยแรกคือ ฝรั่งเศสตอนนี้กี่องศา? พอทราบว่าอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 4-8 องศา สูงสุดประมาณ 12 องศา แหม!มันช่างแตกต่างจากอุณหภูมิประเทศไทยที่ 34 องศาเสียนี่กระไร เสื้อไหมพรมกันหนาว 2-3 ตัวที่มีอยู่แถมเก็บซุกอยู่ใต้ลิ้นชักล่างสุดก็เก่า ย้วยจนแทบไม่เหลือทรง..นอกนั้นเห็นมีแต่เสื้อแจ๊กเก็ตสำหรับใส่กันหนาวบ้านเราซึ่งก็ใช้ไม่ได้ ทำไงได้งานนี้เลยต้องลงทุนเข้าห้างไปหาซื้อเสื้อไหมพรม ลองจอน(long john) เสื้อตัวใน ตัวนอก ถุงเท้า รองเท้า  ถุงมือ หมวกเตรียมไว้ แต่พอใกล้วันการจัดกระเป๋าเดินทางก็ยังไม่แล้วเสร็จเกิดอาการสับสน งุนงงว่าจะเตรียมเสื้อผ้าไปกี่ชุด จะสลับเสื้อผ้าอะไรกับอะไรดีที่มันไม่เปลืองพื้นที่ในกระเป๋า เนื่องจากสิ่งที่ต้องใส่ลงไปนอกเหนือจากนี้คือ ขวดครีมโลชั่น บำรุงต่าง ๆ เครื่องสำอาง น้ำหอม ไดร์เป่าผม ที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป เตารีด  อะอะ…สำหรับเตารีดตอนหลังเปลี่ยนใจทัน  การจัดกระเป๋าเดินทางครั้งนี้จึงใช้เวลาไปประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนถึงวันขึ้นเครื่อง (อย่าว่าเค้านะ เพราะคนอื่นขนไปมากกว่าเค้าอีก) ส่วนกระเป๋าสะพายที่ถือติดตัว ข้างในยิ่งกว่ากระเป๋าโดราเอมอนมีตั้งแต่ชุดแปรงสีฟันยาสีฟัน กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์(ที่เอาไปทำไมก็ไม่รู้เพราะไม่ได้ขอ roaming) สมุดไดอารี่ ปากกาไว้จดบันทึก กระดาษชำระแบบเปียก ทิชชู่แบบแห้ง กระเป๋าสตางค์ แป้งจอห์นสันกระป๋องเล็ก แปรงผม กล่องยา ยาดม ยาหม่อง เสื้อกันหนาวแบบม้วนเก็บ ผ้าพันคอและคู่มือสถานที่การเดินทาง นอกนั้นก็เป็นการตั้งสติให้อยู่กับเนื้อกับตัว(สมาธิ ) ค่าที่เด็ก ๆ มักเตือนแม่ว่าอย่าเอาอะไรไปมากเดี๋ยว “ลืม” อีก งวดนี้จะได้ขี้โม้ได้ว่าไปเที่ยวนี้ดิชั้นไม่ลืมอะไรเลยนะ  ฮะ ฮะ ฮ่า!

         : ออกเดินทาง

          นัดหมายออกเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาเวลา 03.00 น. เล่นเอาไม่ต้องหลับต้องนอนกันล่ะเพราะให้นอนหัวค่ำก็หลับไม่ลง ให้นอนเวลาปกติเกิดหลับเตลิด..ยิ่งซวยหนัก เลยนอนดูทีวีไปเรื่อย ๆ พอใกล้เวลาค่อยอาบน้ำแต่งตัว นัดคนขับมารับตอนตี 2.40 น.มาถึงเทศบาลเห็นรถทัวร์จอดรออยู่ก่อนแล้ว สมาชิกต่างทยอยขึ้นรถพอครบคนรถก็ออก ตามกำหนดการต้องถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 7.30 น. มาถึงตรงเวลาเป๊ะทุกคนลากกระเป๋าของตัวเองเพื่อเตรียมพาสปอต ตั๋วเครื่องบิน โหลดกระเป๋า ผ่านเครื่องเอ๊กซเรย์เข้าด้านใน

รอขึ้นเครื่องที่ สุวรรณภูมิ

         แต่เหล่านักช้อปขาประจำไม่รอช้าเข้ามาถึงร้าน duty free ยกแรกก็ช้อปกระเป๋า น้ำหอม เครื่องสำอางกันไปหลายหอบแล้วฝากเคาท์เตอร์ไว้มารับอีกทีตอนขากลับ(อย่าลืมเสียล่ะมาไม่ตรงวันเขาโยนทิ้งแน่) เครื่อง take off  เวลา 10.50 น.ด้วยสายการบิน Air france เที่ยวบินที่ AF165  ใช้เวลาบินประมาณ 11 ชั่วโมง(ต้านลม)

 Air france

นั่งหลังขดหลังแข็งบนเครื่องประมาณ 11 ชั่วโมงดูหนังจบไปประมาณ 4 เรื่องพอถึงสนามบินชาร์ลเดอโกล กรุงปารีส ก็ต้องปรับเวลาให้เป็นเวลาท้องถิ่นซึ่งช้ากว่าเรา 6 ชั่วโมงเป็นเวลา 17.10 น.เพื่อแวะเปลี่ยนเครื่องไปเมืองนีซก่อน การแวะเปลี่ยนเครื่องเป็นอะไรที่เสียเวลาและน่าเบื่อมากโดยเฉพาะเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ กว่าจะขึ้นเครื่องอีกทีก็ปาเข้าไปเกือบ 4  ทุ่ม คำนวณเวลาที่ไม่ได้นอนจากเมืองไทยบวกกับเวลาที่ปารีสเท่ากับ 30 กว่าชั่วโมงพอดี ทีนี้ก็ง่วงล่ะสิ เผลอนั่งหลับสับปะหงกโงกเงก..ไอ้การสับปะหงกนี่ถ้าคอพับมาข้างหน้าก็ยังดีแต่ถ้าแหงะหงายไปข้างหลังบวกกับแรงโน้มถ่วงของโลกเนี่ย..อันตรายถึงตายได้ซึ่งดิชั้นได้พาลพบถึงขั้นคอสะบัดดังกึก! โอย..รู้สึกตัวอีกทีรีบสำรวจลำคอโดยรอบ เฮ้อ..โล่งอกโชคดีที่รอดตาย พร้อมกับหอบสังขารสู่เมืองนีซด้วยอาการครบ 32

เปิดหนังดูฆ่าเวลาบนเครื่อง

คืนนี้ไม่มีดูงานเข้าพักที่ Hotel Massena Nice  ที่เวลา 22.45 น. time to bed ซะทีพรุ่งนี้ดูงานที่  Maison de l’Environnement  นะ บ๊าย..บาย..Z zzzzz…

ทาร์ตผลไม้ครีมเต้าหู้งาเจ

เหลืออีก 2 วันก็จะออกเจกันแล้วอย่างที่ทราบกันล่ะค่ะว่า การกินเจนอกจากจะได้บุญแล้วยังทำให้ระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายเป็นปกติโดยเฉพาะเวลาขับถ่ายเนี่ย(ขอโทษนะคะ) คล่องปรื๊ด! คล่องปรื๊ด!…แถมจากที่เคยขับถ่ายวันละครั้งก็ขับเคลื่อนกันถึงวันละ 2-3 ครั้ง อีกอย่างตลอดเจที่ผ่านมาการกินเจของดิฉันคือ กินผัก เห็ด เต้าหู้ ผลไม้ โดยพยายามหลีกเลี่ยงโปรตีนเกษตรหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งเลียนแบบเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ว่ากินมาก ๆ แล้วท้องอืด! แต่บางครั้งการกินอาหารเจหน้าตาเดิม ๆ มันก็น่าเบื่อ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคิดสูตรคอนเฟล็คทาร์ตผลไม้ซอสครีมเต้าหู้เจแล้ว ไม่เป็นผล อาทิตย์นี้เลยขอแก้ตัวซึ่งทำออกมาแล้วเห็นว่าเป็นเมนูที่ง่ายที่สุด โดยเฉพาะซอสครีมเต้าหู้งาเป็นครีมที่รสสัมผัสบางเบา กลิ่นเต้าหู้น้อยมาก ท่านใดที่กินเจ หรือนิยมมังสวิรัติจนคุ้นเคยเมนูนี้ก็น่าจะรับได้ เริ่มกันเลยดีกว่านะคะ…

เตรียมของค่ะ

– แครกเกอร์ 1 ห่อ (เลือกที่ไม่มีส่วนผสมของนม เนย)

– งาขาวคั่ว  1 ช้อนชา

– งาดำคั่ว 1 ช้อนชา

– เนยที่ทำจากน้ำมันดอกทานตะวัน ประมาณ 2 ช้อนชา

– น้ำผึ้ง ประมาณ  2 ช้อนชา

– เกลือป่น  1/4  ช้อนชา

– ผลไม้สดหรือผลไม้เชื่อม เช่น  กีวี  พีช  เชอรี่ (อะไรก็ได้ค่ะ)

    แครกเกอร์ของ IVY ที่เลือกเพราะไม่มีน้ำตาลแผ่นบางกรอบเหมาะทำเป็นทาร์ตหรือจิ้มโยเกิร์ต ซุป แกงกะหรี่ก็ได้

เนื่องจากเจใช้เนยไม่ได้เนยตัวนี้ทำมาจากน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันน่าจะดีต่อสุขภาพค่ะ

                         ความจริงใช้แบบ TOFU เนื้ออาจจะข้นกว่านี้แต่หมดเลยใช้แบบหลอดค่ะ

ผลไม้แล้วแต่ฤดูกาลเลยค่ะ

          ขั้นตอน  ก่อนอื่นมาทำตัวซอสครีมเต้าหู้กันก่อนโดยตำงาขาวงาดำให้หอมแล้วปั่นอีกทีให้ละเอียด นำเนยไปอุ่นไมโครเวฟให้ละลายแค่ 4-5 วิพักไว้ จากนั้นนำเต้าหู้ใส่ลงในเครื่องปั่นตามด้วยงาบดละเอียด เนยละลาย น้ำผึ้ง เกลือปั่นให้ละเอียดจนเนื้อเนียนชิมดู รสชาติควรออกมัน ๆ หวานนิด ๆ หอมงาคั่วหน่อย ๆ  เค็มปะแหล่ม ๆ (น้อยที่สุด) แล้วพักไว้ในตู้เย็น

          จากนั้นเราก็มาเตรียมแครกเกอร์ซึ่งตามสูตรเต้าหู้ 1 หลอดสามารถทำซอสครีมเต้าหู้ได้เกือบ 20 ชิ้น เรียงแครกเกอร์ใส่จานแล้วหั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็ก ๆ จัดวางบนแครกเกอร์ให้สวยงามแล้วราดด้วยครีมเต้าหู้งาเจ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี

                                                         ชอบแบบชุ่มก็ราดได้เต็มที่เลยค่ะรับรองไม่อ้วน

                                                               หรือจะราดบนผลไม้อย่างเดียวก็ได้

                                                                                   เพื่อสุขภาพค่ะ